พุทธบูรณาการ เพื่อการพัฒนาจิตใจและสังคม[*]

Buddhist Integrated Approach to Mental and Social Development.

พระพรหมบัณฑิต, ศ.ดร.,อธิการบดี

 

 

บทคัดย่อ

          “จัดการศึกษาพระพุทธศาสนา บูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่ เพื่อพัฒนาจิตใจและสังคม” เป็นเจตนารมณ์ของมหาวิทยาลัย และภาระงานของการจัดการศึกษาของคณะสงฆ์ ที่จะเข้าไปส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดผลในทางปฏิบัติต่อสังคมส่วนรวม จนได้ชื่อว่าเป็นการพัฒนาสังคมโดยพระพุทธศาสนา ซึ่งจะส่งผลเป็นการสร้างองค์ความรู้ ความเข้าใจ และแสดงออกต่อการดำเนินชีวิตตามกรอบพระพุทธศาสนาอย่างเข้มแข็ง มั่นคง จนเป็นสันติสุข เสรีภาพในการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ในสังคมนี้

 

คำสำคัญ: พุทธบูรณาการ,การพัฒนาจิตใจและสังคม

Abstract

“Religious education Integrated with modern scientific Mental and social development, “the spirit of the university. And the workload of the education of the clergy. That will promote and encourage practical effect on society. He is widely recognized as the social development of Buddhism. This will result in the creation of knowledge, understanding and expression to the life of the Buddha as well as a strong, stable peace. Freedom of the cohabitation of man in society.

 

Keywords: Buddhist integrated,approach to mental and social development

 

๑.เกริ่นนำ

การประชุม MCU Congress I การประชุมทางวิชาของมหาจุฬาฯครั้งที่ ๑ นี้ เป็นไปตามปรัชญาของมหาวิทยาลัยและพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ องค์ผู้สถาปนามหาวิทยาลัย ที่ทรงให้มหาวิทยาลัย เพื่อให้เป็นสถานศึกษาพระไตรปิฎกและวิชาชั้นสูง พระไตรปิฎก ก็คือพุทธธรรมในพระพุทธศาสนา วิชาชั้นสูงก็คือ การศึกษาในระดับอุดมศึกษา อันหมายถึงศาสตร์สมัยใหม่ นี้เป็นพระราชปณิธานที่ปรากฏในการที่ทรงเปลี่ยนนามมหาธาตุวิทยาลัย เป็นมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในปี ๒๔๓๙

เมื่อมหาวิทยาลัยมีพระราชบัญญัติเป็นของตนเองในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ มหาวิทยาลัยได้กำหนดเป็นปรัชญาของมหาวิทยาลัยว่า “จัดการศึกษาพระพุทธศาสนา บูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่ เพื่อพัฒนาจิตใจและสังคม” จัดการศึกษาพระพุทธศาสนาก็เป็นไปตามพระราชปณิธานที่ว่าเป็นสถานศึกษาพระไตรปิฎกและวิชาชั้นสูง วิชาชั้นสูงทำให้ได้คำว่าบูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่ มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาจิตใจและสังคม จึงถือเป็นเหตุผลหลักของสถาบันแห่งนี้ว่าทำไมต้องมีมหาจุฬาอยู่ในโลกนี้ ทำไมต้องมี มจร. เรียกกันในภาษาวิชาการว่า “Reason for existence”

ทำไมจะต้องมีสถาบันแห่งนี้ ก็เพราะว่าสถาบันแห่งนี้ต้องจัดการศึกษาพระพุทธศาสนา แต่ไม่ใช่เรียนพระพุทธศาสนาอย่างเดียว เป้าหมายเพื่อประโยชน์สุขแห่งสังคม การที่จะไปพัฒนาจิตใจและสังคมจึงต้องบูรณาการเข้ากับศาสตร์สมัยใหม่ ผลของการดำเนินการเป็นอย่างไรบ้างตั้งแต่จัดการศึกษาในรูปแบบมหาวิทยาลัย พ.ศ. ๒๔๙๐ เป็นต้นมา ก็ปรากฏหลักสูตรในเชิงบูรณาการมากมายทั้งปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก และมีบัณฑิต มหาบัณฑิต ดุษฎีบัณฑิตที่ทำวิจัยในการบูรณาพุทธศาสนาร่วมกับศาสตร์สมัยใหม่จำนวนมาก แต่ผลงานเหล่านั้นเป็นผลงานที่มีคุณค่า ถ้าได้นำเสนอให้กับสังคมได้รับรู้ รับทราบ นำไปประยุกต์ใช้ เป้าหมายของการที่มหาวิทยาลัยจะมีส่วนในการพัฒนาจิตใจและสังคมก็คงไม่เป็นมรรคเป็นผล สิ่งที่เราได้ลงทุนลงแรงร่วมกัน ทั้งในฐานะครูบาอาจารย์ ทั้งในฐานะบัณฑิต ควรจะต้องเป็นที่รับรู้ รับทราบ  ประกาศให้ปรากฏ  เปิดเผยทำให้ง่าย ปรากฏเป็นที่เข้าใจของสังคม

พระพุทธเจ้าเวลาที่ประกาศธรรมนั้น นอกจากจะประกาศเปิดเผยแล้วยังทำให้ง่าย งานวิทยานิพนธ์นั้นจะมีอ่านรู้เรื่องเฉพาะผู้ที่อยู่ในสาขาเป็นผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพราะมีศัพท์เทคนิคมาก มีคำทางวิชาการซึ่งคนที่อยู่นอกวงการจะไม่เข้าใจ ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งว่าทำไมงานวิจัยมักจะอยู่ในหิ้ง อยู่ในตู้ อยู่ในหมู่นักวิชาการด้วยกัน เพราะไม่มีกระบวนการที่เรียกว่า อุตฺตานิ กโรติ คือ ทำให้มันอ่านง่ายด้วยภาษาชาวบ้าน ให้นำไปใช้ต่อ คิดต่อ พัฒนาต่อได้

MCU Congress I การประชุมทางวิชาของมหาจุฬาฯครั้งที่ ๑ นี้ นอกจากจะเปิดโอกาสเป็นเวทีกลางให้นักวิชาการ นักวิจัยด้านพระพุทธศาสนากับศาสตร์สมัยใหม่ ได้มานำเสนอผลงาน มาแลกเปลี่ยน มาพบกันแล้ว ยังเป็นโอกาสให้นักวิจัย นักวิชาการทั้งหลายนำเสนอผลงานออกสู่สังคมสาธารณชนด้วยภาษาที่คนสามารถเข้าใจได้  ทำให้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นการใช้สื่อใดๆ รูปแบบใดๆ โปสเตอร์หรืออะไรก็ตามและที่สำคัญผู้นำเสนอเองต้องนำเสนอจากความรู้ความเข้าใจ หลักของการนำเสนอให้เข้าใจง่าย มีอย่างเดียวเท่านั้น คือ การนำเสนอเรื่องที่ตนเองก็ไม่รู้เรื่อง เพราะบังเอิญลอกเขามา ท่องมาพูด คนฟังก็เลยไม่รู้เรื่อง คนอ่านก็เลยไม่เข้าใจ ถ้าเราทำเองเราจะรู้ดีที่สุด พูดแทนเรื่องที่เรารู้ดีที่สุดมันเข้าใจง่ายทั้งนั้นแหละ คนที่เปิด Dictionary แปลตำราภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยอาจจะไม่รู้เรื่อง ก็เพราะว่าคนแปลก็ยังไม่รู้เรื่อง แต่ว่ามันมี Dictionary ให้เปิดหาศัพท์มาแปล การที่เราเขียนผลงานทางวิชาการด้วยการลอกกันมา ด้วยการเขียนไปตามที่วงการเขาใช้ ถ้าตัวเองไม่เข้าใจ มนุษย์ที่ไหนก็ไม่รู้เรื่อง แต่ถ้าเราพูดจากความเข้าใจ จากสิ่งที่เราได้ศึกษาค้นคว้าเป็นเอตทัคคะ คนจะรู้เรื่อง

วันนี้คือโอกาสของท่าน พรุ่งนี้ก็คือโอกาสของท่าน นั่นก็แสดงว่าท่านรู้ ท่านเข้าใจ ท่านแจ่มแจ้งในเรื่องที่ท่านทำและสามารถนำมาทำให้ง่ายต่อการเข้าใจเป็น อุตฺตานํ กโรติ ที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบสัจธรรมแล้วนำมาประกาศเปิดเผยเรื่องที่ลึกซึ้งยากเย็นแสนเข็ญ แต่คนก็เข้าถึงพุทธธรรมตามพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นวันนี้ที่มานั่งอยู่เวทีนี้ก็เพื่อที่จะสะท้อนถึงองค์ปาฐกบนเวทีนี้พยายามทำสิ่งที่เรียกว่าบูรณาการพระพุทธศาสนากับศาสตร์สมัยใหม่เท่าที่สติปัญญา ความรู้ ความสามารถจะพึงมีและเวลาจะอำนวย

 

.พุทธบูรณาการ : การทำให้เต็มตามหลักพุทธศาสนา   

การที่อยู่ในสถาบันการศึกษาแห่งนี้ก็ต้องดำเนินรอยตามพระราชปณิธานและปรัชญาของมหาวิทยาลัย คือบูรณาการพระพุทธศาสนากับศาสตร์สมัยใหม่ให้เข้าใจง่าย เพื่อคนทั้งหลายจะได้นำเอาไปขบคิด นำไปทำต่อ สานต่อ ทำวิจัยต่อ หลายเรื่องที่เคยพูดกันในเรื่องบูรณาการ ได้มีงานวิจัยออกมาหลังจากนั้นอีกมาก ขอตำแหน่งทางวิชาการก็มาก และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการประชุมทางวิชาการนี้จะเป็นเหตุเป็นผล ให้แตกหน่อออกดอกออกผลเป็นแรงบันดาลให้เกิดงานวิจัยด้านบูรณาการพระพุทธศาสนากับศาสตร์สมัยใหม่ ด้วยเหตุผลที่มีอยู่ในใจดังกล่าวนี้เอง จึงอาจจะได้เห็นการติดตามแนวคิดการวิจัยแล้วตกผลึกเป็นความคิดของตนเอง โดยดูงานวิจัยทั่วโลกและกำหนดสิ่งที่เรียกกันว่า “นวัตกรรมทางพระพุทธศาสนา”กันขึ้นมา เพื่อให้ท่านทั้งหลายที่สนใจในการที่จะศึกษางานวิจัยได้ฟังได้สานต่อ ด้วยความคิดแบบนี้จึงขอกล่าวปาฐกถานำในเรื่อง “พุทธบูรณาการ เพื่อการพัฒนาจิตใจและสังคม” เวลาพูดถึงคำว่า “บูรณาการ” เราก็นึกถึงภาษาอังกฤษว่า “integration” บูรณาการนั้นเป็นศัพท์ที่ยืมมาหรือแปลมาจากภาษาอังกฤษและในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ ก็ยังไม่ได้บัญญัติคำนี้ไว้ จึงเป็นคำใหม่ในวงวิชาการที่คิดขึ้น บัญญัติขึ้นจากภาษาอังกฤษคำว่า integration

.บูรณาการแบบองค์รวม

 Integration การรวมเอาส่วนประกอบต่างๆเข้าด้วยกันแล้วให้กลายเป็นองค์รวมที่มิอาจแบ่งแยกได้ คำว่า integral whole ก็คือองค์รวมที่เป็นเนื้อเดียวกัน ไม่ใช่เอามาแกงรวมเป็นแกงโฮ๊ะ แต่มันเป็นแกงอย่างหนึ่งที่มีรสชาติเป็นของตนเอง ไม่ใช่เพียงแต่เป็นการรวบรวม ผลแห่งการรวบรวมนั้น ในความหมายของบูรณาการก็คือจะต้องได้อะไรใหม่ๆ สิ่งใหม่ ซึ่งก็ไปถึงคำว่านวัตกรรม เป็นเป้าหมายของบูรณาการ ฉะนั้นคำว่า “บูรณาการ” ซึ่งภาษาบาลีว่า “บูรณะ” แปลว่าทำให้เต็ม ทำให้บริบูรณ์   แล้วภาพที่สมบูรณ์คือภาพอะไร  ฉะนั้นในประเทศไทยในวงวิชาการ เราจึงใช้คำว่า “บูรณาการ” ในวงวิชาการด้านการศึกษาใน ๒ ความหมาย ความหมายแรกเป็นบูรณาการแบบเข้มข้น เราเรียกว่า “บูรณาการแบบองค์รวม” คือการผสมผสานส่วนต่างๆเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นเนื้อเดียวกันแล้วเกิดองค์รวมใหม่ เอาส่วนต่างๆมาผสมกันแล้วเกิดองค์รวมใหม่

เวลาที่เราพูดถึงองค์รวมไม่ใช่เป็นผลรวม แต่หมายถึงเกิดสิ่งใหม่ เวลานิ้วทั้ง ๕ มารวมกันเป็นมือ มือไม่ใช่แค่นิ้วใดนิ้วหนึ่ง มันคือทั้งหมด เวลาเอาสัตว์ที่เรียกว่าวัว มารวมกันเป็นตัว เราไม่สามารถจะแบ่งได้ มันจะไม่เป็นองค์รวมคนเดียว ฉะนั้นสิ่งที่จะเป็นบูรณาการจะมีความสมบูรณ์ในตัวมันเอง เป็น Whole ที่ไม่ใช่มาจากส่วนประกอบต่างๆ แยกนิ้วไปคนละทางสองทาง มันก็ไม่ใช่องค์รวม เอานิ้วมากองรวมกันก็ไม่ใช่มือ มือมันคือนิ้วทั้ง ๕ และมากกว่านั้น นี่คือบูรณาการในความหมายที่เข้มข้น เช่น หลักสูตรแบบบูรณาการที่เราใช้ การรวมหลักสูตรนักธรรม หลักสูตรบาลีและหลักสูตรสามัญศึกษาให้เป็นหลักสูตรเดียวเป็น integral whole เป็นองค์รวม เราเรียกหลักสูตรใหม่ว่า “หลักสูตรพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา” เป็นหลักสูตรพระปริยัติธรรม ๑ ใน ๓ ของคณะสงฆ์ไทย หลักสูตรเก่าที่สุดคือ พระปริยัติธรรมแผนกบาลี เรียนบาลีเรียนมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา จนมาถึงปัจจุบัน อีกหลักสูตรหนึ่งเพิ่งครบ ๑๐๐ ปี ก็คือ หลักสูตรนักธรรม กำเนิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ แต่ว่ามาเป็นหลักสูตรเป็นเนื้อเป็นตัวสมบูรณ์ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ก็คือ หลักสูตรนักธรรมและธรรมศึกษา เกิดจากการเอา ๒ หลักสูตรมาผสมรวมกัน เมื่อเอาสองหลักสูตรมารวมกันผสมผสานกับวิชาสามัญ ในปี ๒๕๑๔ คณะสงฆ์ไทยก็ได้หลักสูตรแบบบูรณาการอีกหลักสูตรหนึ่งซึ่งใช้อยู่ในปัจจุบันในโรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัยสงฆ์ เรียกว่าพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา เป็นหลักสูตรที่สมบูรณ์ในตัวมันเอง ส่วนจะสมบูรณ์มากน้อยเพียงไรก็อยู่ที่การปรับปรุงแก้ไขต่อไป แต่มีเป้าหมาย มีวัตถุประสงค์เป็นของตนเอง

เวลาที่เราคิดหลักสูตรใหม่ในมหาวิทยาลัยของเราที่จะบูรณาการพระพุทธศาสนากับศาสตร์สมัยใหม่เราก็คิดในความหมายอย่างนี้ นี่เป็นหลักสูตรแบบบูรณาการแบบองค์รวม การสอนแบบบูรณาการ เช่น การสอนภาษาอังกฤษแบบบูรณาการ คือ สอนทั้งทักษะการพูด การฟัง การอ่าน การเขียน ไว้ในวิชาเดียวกัน การสอนแยกอาจจะทำให้ขาดทักษะบางอย่าง เช่น พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ เรียนจนจบมหาวิทยาลัยก็ยังพูดไม่ได้ การเข้าสู่ประชาคมอาเซียนซึ่งถือภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ ก็ต้องสอนแบบบูรณาการที่รวมทักษะทุกอย่างเข้าด้วยกัน พระสงฆ์ไทยเรียนภาษาบาลีโดยแยกทักษะออก ไม่ได้เรียนแบบบูรณาการ เมื่อเราจัดประชุมวิชาการทางระดับนานาชาติโดยการใช้ภาษาบาลีเป็นภาษากลางในการสัมมนา เราก็ได้เป็นแต่เพียงผู้นำเสนอ คืออ่าน paper บทความเป็นภาษาบาลี แต่เวลาจะถามจะตอบจะสนทนาเป็นเรื่องของพระในประเทศอื่น ได้ไปที่ย่างกุ้งว่าเรียนกันอย่างไร บาลีที่โน้นเรียน Conversation เรียนสนทนาภาษาบาลีไปด้วยพร้อมกัน ก็คือทักษะในการพูด ในการฟัง ในการสวด  ในการอ่าน ในการเขียนไปด้วยกัน

เพราะเหตุนี้เวลาเรียนเราไม่ได้เอาทักษะในการฟัง ในการพูดไปด้วย เราสวดบาลีโดยที่ไม่ค่อยจะทำความเข้าใจในสิ่งที่เราสวด  ที่จริงพระที่เป็นมหาเปรียญสวดมนต์รู้เรื่องทั้งหมดแปลได้ แต่เราไม่นิยมทำความเข้าใจไปพร้อมกับสวด สวดก็คือสวด ส่วนจะเข้าใจต้องไปอ่าน เราสูญเสียโอกาสเท่าไร เพราะเหตุนี้จึงไม่ค่อยอยากจะทำวัตรสวดมนต์

 

 

๔.บูรณาการแบบเติมเต็ม

บูรณาการแบบเติมเต็มเป็นแบบที่ ๒ ไม่ใช่เกิดองค์รวม บูรณาการก็คือ ทำให้สมบูรณ์ การทำให้สมบูรณ์ บูรณาการแบบเติมเต็มทำให้สมบูรณ์นั้นเป็นลักษณะที่ผสมผสานองค์ประกอบต่างๆเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดภาพที่สมบูรณ์ นึกถึงจิ๊กซอว์ จิ๊กซอว์มันจะมีองค์ประกอบหลายชิ้น เพราะฉะนั้นบูรณาการแบบนี้แบบเติมเต็มก็คือเอาจิ๊กซอว์มาคนละชิ้นสองชิ้น ถ้ายังไม่ประสานกันมันก็ยังเป็นกองอยู่แต่ละชิ้นซึ่งยังไม่รู้ว่ามันคือรูปอะไร แต่ถ้าเอามาต่อๆกันมันก็จะออกมาเป็นรูปคน รูปสัตว์ รูปโบสถ์ รูปวิหาร ฉะนั้นแบบเติมเต็มนี่อาจจะได้ความคิดที่เป็นหลักแล้วเอาความคิดมาเติมอีกชิ้นหนึ่งก็สมบูรณ์แล้ว เพราะยังขาดบางอย่าง เช่น เราวาดภาพโมนาลิซ่า วาดอย่างไรมันก็ไม่เหมือนเพราะขาดรอยยิ้มที่ลึกลับ ต้องเป็นฝีมือระดับต้นฉบับ ลีโอนาโด ดาวินซี (Leonardo da Vinci,ค.ศ. 1452 – ค.ศ. 1519) ภาพที่เราวาดสวยงามทุกอย่างแต่ขาดความรู้สึก ชีวิตชีวา เพราะยังไม่ได้วาดตา เอาตาใส่เข้าไปภาพก็มีชีวิตจิตใจสื่อสารกับผู้ชม

ศาสตร์หลายๆ ศาสตร์มีความสมบูรณ์ในตัวมันเองแต่ไร้จริยธรรม ไร้เสียซึ่งศีลธรรม นำความเดือดร้อนมาสู่โลกนี้เพราะไม่มีคุณธรรมจริยธรรมกำกับ ศาสตร์เหล่านั้นทำให้คนเป็นคนเก่งขาดลูกตาแห่งปัญญา ขาดปัญญาจักษุ เติมตาไปเท่านั้นเองก็สมบูรณ์ เรียกว่า “เติมเต็ม” จะนำพุทธจริยศาสตร์ไปผสมผสานกับเศรษฐศาสตร์ เราก็ได้เศรษฐศาสตร์แนวพุทธเชิงพุทธ เศรษฐศาสตร์ก็กลายเป็นเศรษฐศาสตร์ที่สมบูรณ์ แต่เมื่อขาดคุณธรรม จริยธรรมมันเป็นปลาใหญ่กินปลาเล็ก ไม่ใช่เศรษฐกิจพอเพียง พอเอาจริยธรรมใส่เข้าไปในเศรษฐศาสตร์หรือเศรษฐกิจ มันก็กลายเป็นเศรษฐกิจพอเพียง อันนี้จึงเป็นบูรณาการแบบเติมเต็ม วิชาต่างๆที่เราสอนขาดจริยธรรม ก็สอดแทรกจริยธรรมเข้าไปในวิชาต่างๆ เรียนประวัติศาสตร์ในตัวมันเองก็แค่เป็นเรื่องราว แต่เรียนประวัติศาสตร์แล้วกตัญญูไหมจงรักภักดีไหม ต่อให้เรียนประวัติศาสตร์เต็มที่แต่ไม่มีการสรุปว่าเรื่องนี้สอนว่าอย่างไร ให้สอนเหมือนเล่านิทานอีสป โดยไม่สรุปว่าสอนธรรมะอะไร ประวัติศาสตร์ก็เป็นแต่เพียงประวัติศาสตร์ เป็นศาสตร์สมัยใหม่ไร้ซึ่งจิตวิญญาณ

ตอนนี้เราจะเอาประวัติศาสตร์กลับเข้ามาอยู่ในบทเรียนของนักเรียน วิชาของนักเรียน ต้องสอนสรุปว่าเรื่องนี้หมายถึงอะไร กตัญญูกตเวทีต่อบุพการีชนคืออะไรในหน้าประวัติศาสตร์ เป็นแรงบันดาลใจให้เอาแบบอย่างคนในประวัติศาสตร์หรือไม่

ประวัติวีรบุรุษไซร้เตือนใจ     เรานา

ว่าอาจจะยังชนม์                เลิศได้

และยามจะบรรลัย             ทิ้งซึ่ง

รอยบาทเหยียบแน่นไว้       แทบพื้นทรายสมัย

 

สรุปให้เขาด้วย  สอดแทรกในวิชาต่างๆ เราเรียกว่าสอนแบบบูรณาการ บูรณาการแบบที่ ๒ แบบเต็มเติมให้นึกถึงภาพจิ๊กซอว์ เราอาจจะได้พุทธศาสนาเพียงนิดเดียวเท่านั้นเป็นรูปใดรูปหนึ่งจริยธรรมไม่สมบูรณ์ เพราะฉะนั้นเอาพระพุทธศาสนาไปประยุกต์เข้ากับศาสตร์ต่างๆเพื่อทำให้สมบูรณ์ ได้เห็นงานวิจัยธรรมาภิบาล (Good governance) คำว่า “Good Governance” ถ้าไม่มีหลักธรรมทางพุทธศาสนา เราจะประยุกต์ใช้ Good Governance ในประเทศไทยได้สมบูรณ์ อย่างไร เวลาที่เราจะต่อต้านทุจริตคอรัปชั่นไม่นำหลักธรรมศีล๕ เข้าไปได้อย่างไร โดยเฉพาะในข้ออทินนาทาน ธรรมมาภิบาลจะต้องมีความ Transparency เป็นข้อหนึ่งในนั้นก็คือความโปร่งใส ทำอย่างไรให้คนโปร่งใสก็ให้คนมีศีลมีธรรม เบญจศีล เบญจธรรมต้องเข้ามา เป็นต้น ทำให้สมบูรณ์

 

๕.บูรณาการประชาธิปไตยสู่ธรรมาธิปไตย

ในขณะเดียวกัน เราพูดถึงธรรมาธิปไตย เราจะสื่อให้คนเข้าใจว่าธรรมาธิปไตยคืออะไร ทำไมประชาธิปไตยต้องเป็นธรรมาธิปไตย เราจะเทียบธรรมาธิปไตยกับธรรมาภิบาลได้ไหม ระบบธรรมาธิไตยนั้นจะต้องมีอะไรบ้าง ในระบบนั้นลองเชื่อมโยงกับศาสตร์สมัยใหม่เอามาเสริมธรรมาธิปไตยดู เราเอาพระพุทธศาสนาเป็นตัวตั้งเอาศาสตร์มาผสมผสานทำให้สมบูรณ์ หรือเอาศาสตร์เป็นตัวตั้ง ธรรมาภิบาลเป็นตัวตั้ง ธรรมาธิปไตยเป็นตัวประกอบแล้วแต่ว่าเราอยู่ในไหนField ไหน แต่ทั้งหมดนั้นเพื่อประยุกต์ใช้ ปรับใช้ประโยชน์ในการพัฒนาจิตใจและสังคม ในการสื่อให้ Public ให้สาธารณชนเข้าใจ

การเรียนแบบบูรณาการยกตัวอย่างอีกแบบหนึ่ง คือการเรียนภาษาบาลีเชื่อมโยงกับภาษาอังกฤษ เมื่อวานซืนนี้มหาเถรสมาคมได้มีมติเป็นประวัติศาสตร์ให้จัดการศึกษาบาลีสำหรับคฤหัสถ์ได้ พระปริยัติธรรมสนามหลวง บาลีสนามหลวงตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันตั้งแต่ตั้งประเทศไทยมา มีเฉพาะหลักสูตรสำหรับพระสงฆ์สามเณร ไม่เคยมีหลักสูตรให้กับคฤหัสถ์ ไม่เหมือนหลักสูตรนักธรรมซึ่งมีแผนกธรรมสนามหลวง ต่างจากที่จัดการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมให้กับพระภิกษุสามเณร จัดการศึกษาธรรมศึกษาให้กับคฤหัสถ์ มหาเถรสมาคมได้มีมติแล้วว่านอกเหนือจากหลักสูตรที่สอนภาษาบาลีให้กับพระสงฆ์สามเณร ปริยัติธรรมแผนกบาลีสนามหลวง

สำหรับเมื่อเดือนที่แล้วให้มีหลักสูตรเรียนคู่กันสำหรับคฤหัสถ์ ๙ ชั้นเหมือนกัน เรียกว่าบาลีศึกษาเหมือนธรรมศึกษา หลักสูตรนักธรรมนั้นมีนักธรรมตรี โท เอก มีธรรมศึกษาตรี โท เอก บาลีก็มีบาลี ๑-๙ ประโยค สำหรับฆราวาสก็เป็นบาลีศึกษา ๑-๙ สิ่งที่อยากจะบอกกับพวกเราว่าบาลีสำหรับฆราวาส ถ้าสอนบาลีเหมือนกับที่เราสอนพระเณรท่องมันยาก เหมือนกับพวกเราหลายคนที่มาเรียน มันยาก ทำไมไม่เรียนแบบเทียบกับภาษาอังกฤษที่ท่านทำงานอยู่แล้ว ฆราวาสมีเป็นพื้นฐานเรียนพื้นฐานภาษามีปัจจัยคือภาษาอังกฤษเรียนมาแล้ว เอาภาษาบาลีซึ่งเป็นภาษาตระกูล Hindu-European มีปัจจัยเหมือนกันมาเทียบกัน ไวยากรณ์คล้ายๆกัน โครงสร้างภาษาเกือบจะไม่ต่างกันทำไมไม่มีการเทียบเคียง นี่คือการเรียนแบบบูรณาการเอาภาษาอังกฤษมาเติมเต็มให้ภาษาบาลี

ในส่วนตัวเรียนภาษาฝรั่งเศสโดยเชื่อมโยงกับภาษาบาลี ทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเปรียบเทียบกับปรัญชาพุทธปรัชญาปรัชญาของฝรั่งเศสของฌอง ปอล ซาตร์ อาจารย์ที่ปรึกษาบอก ถ้าไม่เรียนภาษาฝรั่งเศสไม่ให้ทำ ความที่อยากทำ จึงไปเรียนภาษาฝรั่งเศส ส่วนตัวถึง ๒ ปี ง่ายมากๆ เพราะภาษาฝรั่งเศสนั้นใกล้เคียงกับภาษาบาลีมากกว่าภาษาอังกฤษ ภาษาอังกฤษมี วิภัต ปัจจัย คล้ายเราแต่ไม่มีเพศ ไม่มีลิงค์ในภาษาอังกฤษ วิเศษณ์ไม่ต้องเปลี่ยนไปตามนามในภาษาอังกฤษ แต่ในภาษาฝรั่งเศสต้องเปลี่ยนหมดเลย มีเพศในแต่ละคำ ฉะนั้นสรุปว่ามหาประโยค ๙ ควรจะไปเรียนภาษาฝรั่งเศสอีกภาษาหนึ่ง แต่ภาษาอังกฤษให้ได้ก่อนละกัน นี่คือการเรียนแบบจิ๊กซอว์เอามาเติมเต็มไม่ใช่เรียนแบบองค์รวม เป็นการเรียนแบบผสมผสานบูรณาการ หลักสูตรเราก็ทำคล้ายๆกันได้

 

.วิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงฆ์ สู่พุทธบูรณาการ

ปรัชญามหาวิทยาลัยสงฆ์ คือ “ศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนา บูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่ พัฒนาจิตใจและสังคม” ศาสตร์สมัยใหม่ คืออะไร  คำว่าศาสตร์กับสมัยใหม่มี ๒ คำ ศาสตร์นั้นหมายถึงที่ System of Acquiring Knowledge  คือระบบการแสวงหาความรู้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์และระบบวิชาความรู้ที่ได้จากวิชาการเช่นนั้น ศาสตร์สมัยใหม่ก็มี Scientific Method เป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์อยากให้ลงรายละเอียดขอเวลาจะไม่พูดเรื่องอื่น เอาเป็นว่าเรารู้กันว่าใช้เทคโนโลยีและเป็นระบบวิธีวิทยาศาสตร์ สิ่งหนึ่งก็คือระบบวิธีวิทยาศาสตร์ Scientific Method อยู่บนฐานของประสาทสัมผัสทั้ง ๕ ส่วนการจะเป็นจริงต้องพิสูจน์ได้ด้วยสัมผัสทั้ง ๕ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ส่วนที่เป็นใจนั้นก็ใช้คณิตศาสตร์ logic (ตรรกะ) เข้าไปพิสูจน์ หลักๆก็จะเป็นอย่างนี้

ศาสตร์สมัยใหม่เริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ เริ่มตั้งแต่กาลิเลโอ (Galileo Galilei;  ค.ศ. 1564 –  ค.ศ. 1642) ซึ่งเขาถือว่าเป็น Father of Modern Science อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ยกย่อง กาลิเลโอ กาลิเลอิเป็นบิดาแห่งวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ โดยถือเอาปี ๒๑๕๒   คือ ๔๐๕ ปีมาแล้วเป็นปีที่กาลิเลโอ ได้ใช้กล้องโทรทัศน์ส่องดวงดาว  สหประชาชาติก็เลยให้ปี ๒๑๕๒ เป็นปีดาราศาสตร์สากล กาลิเลโอเป็นคนที่ปฏิวัติความคิดที่ถือว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล มีนักคิดหลายคนที่ไม่เห็นด้วยแต่คนที่สนับสนุนแนวคิดว่าดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาลได้น่าเชื่อถือที่สุดคือ กาลิเลโอ เพราะกาลิเลโอใช้กล้องส่องดูดวงดาว ดูการเคลื่อนไหวของโปรตรอน โดยใช้วิธีการที่พิสูจน์ทดสอบได้ รุ่งอรุณแห่งวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ศาสตร์สมัยใหม่จึงเกิดขึ้นนับแต่นั้นและนักวิทยาศาสตร์ก็พยายามที่จะบูรณาการศาสตร์สมัยใหม่เข้ากับศาสนา อัลเบิร์ต ไอสไตน์ (Albert Einstein, พ.ศ.๒๔๒๒ – พ.ศ. ๒๔๙๘) ผู้ค้นพบปรมาณู ผู้ค้นพบทฤษฎีสัมพัทธ์ E=Mc2

ทฤษฎีสัมพัทธ์ได้กล่าวไว้ว่า วิทยาศาสตร์ถ้าอยู่แยกจากศาสนาก็พิกลพิการไม่สมบูรณ์ ศาสนาถ้าอยู่แยกจากศาสตร์ก็มืดบอด นี่คือคำของนักวิทยาศาสตร์ชั้นยอดคนหนึ่ง ไม่ได้หลงกับวิทยาศาสตร์ว่าเป็นสัจธรรมที่ถูกแล้ว ใครที่หลงวิทยาศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์นิยมเราเรียกว่า Sciencetism คือคิดว่าสัจธรรมของศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์เท่านั้นสมบูรณ์ที่สุดก็มีคนแบบนี้ ไอสไตน์ไม่ใช่คนที่หลงพกเพ้อว่าวิทยาศาสตร์ให้คำตอบที่สมบูรณ์ วิทยาศาสตร์หรือศาสตร์ต้องมีศาสนามิฉะนั้นก็พิกลพิการ ศาสนาที่ไม่สนใจวิทยาศาสตร์ก็มืดบอด ไอสไตน์หมายถึงอะไร นี่คือจิ๊กซอว์ จากวิทยาศาสตร์ที่ไม่มีจิ๊กซอว์จากศาสนาเข้ามาเติมเต็มเป็นดวงตา หรือดวงตาทางวิทยาศาสตร์ไม่ไปเติมเต็มให้กับศาสนา คือเหมือนกันนั่นแหละ แต่ละฝ่ายก็จะมืดบอดพิกลพิการไม่สมบูรณ์

ในความหมายของไอสไตน์หมายถึงว่าศาสตร์สมัยใหม่ที่ไร้ศาสนาขาดศรัทธาและศีลธรรม เรามักจะแยก Politics รัฐศาสตร์ออกจากจริยธรรม แล้วมันเกิดอะไรขึ้นในวงการการเมือง เวลาจะสอนรัฐศาสตร์ในสถาบันการศึกษาทั่วไป จริยธรรมคุณธรรมโดยเฉพาะของพุทธศาสนาจะต้องสอดแทรกเพราะเราเป็นชาวพุทธ เอาจริยธรรมของอลิสโตเติล (Aristotle,พ.ศ. ๑๖๐ – พ.ศ. ๒๒๒) มันไม่ get หรอก มันอยู่ไกลแล้วไม่รู้จะปฏิบัติอย่างไร เอาดวงจันทร์ยูโทเปียมาให้นักการเมืองเหรอ มันไม่สน เขาสนทฤษฎีของมาเคียวเวลลี่ (Nicolo Machiavelli ค.ศ. 146-1527) ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ทฤษฎีแก่งแย่งอำนาจเสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล แล้วคุณธรรมจริยธรรมมันอยู่ที่ไหน การแข่งขันธุรกิจในประเทศไทยที่เอาอย่างมาจากจีนวิธีคิดของจีน โดยเอากลยุทธ์ของซุนวู มาใช้ในการแข่งขัน มีกลยุทธ์กลลวงมากมายต่างๆเพื่อให้ขายได้ ไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง แล้วคุณธรรมจริยธรรมมันอยู่ที่ตรงไหน

ศาสตร์ที่ไร้ศาสนาย่อมขาดคุณงามความดี ขาดคุณค่า ขาดศรัทธา ศาสนาที่ไม่มีวิทยาศาสตร์ย่อมขาดความจริงที่พิสูจน์ได้ หมายถึง เวลาพูดกับชาวบ้านมันสื่อกันไม่ได้พูดแต่เรื่องปรโลก พูดแต่เรื่องพ้นโลกโลกุตระ ทำไมจะต้องปฏิบัติกรรมฐาน กรรมฐานนั้นต่างจากสะกดจิตตัวเองตรงไหนคิดไปเองหรือเปล่า มีประโยชน์อย่างไร พิสูจน์ได้ไหมเพื่อดึงคนรุ่นใหม่ให้มาปฏิบัติกรรมฐาน ทำไม มจร.ยังต้องปฏิบัติกรรมฐานเป็นวิชาบังคับ ปริญญาตรี ๔๐ วัน ปีละ ๑๐ วัน ปริญญาโท ๑ เดือน ปริญญาเอกเดือนครึ่ง ถ้าเป็นปริญญาโทวิปัสสนาภาวนา ๗ เดือน มันมีประโยชน์ตรงไหนพระคุณเจ้า นอกจากทำแล้วได้ปริญญาบัตรคนสงสัยมันก็มี แล้วมันมีวิธีพิสูจน์อย่างไรถึงประโยชน์ของกรรมฐานในการพัฒนาจิตใจและสังคม เราก็จะต้องเอาศาสตร์สมัยใหม่เข้ามาช่วยเอาเทคนิควิธีการทางจิตวิทยาอะไรต่างๆมาเสริมมาสนับสนุน เอาจิตวิทยามาอธิบาย ถามว่าเราจะเอาศาสตร์มาอธิบายพุทธศาสนาได้ไหม ตอบว่า ได้

 

๗.ธรรมชาติ วิทยาศาสตร์ บูรณาการสื่อธรรม

พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ไม่รังเกียจศาสตร์สมัยใหม่ ในประวัติศาสตร์พุทธศาสนาไม่เคยมีเลยที่เราจะทะเลาะกับวิทยาศาสตร์หรือนักวิทยาศาสตร์ พระพุทธศาสนาได้ปลูกถ่ายสัจธรรมว่าความจริงต้องมีในพุทธศาสนาเท่านั้นถ้าสอนอื่นๆไม่จริง พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในธรรมนิยามสูตรมิใช่หรือ  ความว่า ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเจ้าทั้งหลายอุบัติขึ้น ความดำรงอยู่ตามธรรมชาติ พระตถาคตเจ้าเป็นแต่เพียงผู้ค้นพบ ตรัสรู้ก็คือค้นพบ ออกแสดงประกาศ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้เข้าใจง่ายในธรรมนิยามสูตร เพราะฉะนั้นสัจธรรมความจริงของวิทยาศาสตร์ทั้งหลายทยอยกันค้นพบทีละอย่างสองอย่าง บางอย่างพระพุทธเจ้าค้นพบมาแล้ว ประกาศมาแล้ว เช่นอะไร อนัตตา อนัตตาแปลว่าไม่มีตัวตน ในภาษาไทยนั้นแปลยังไม่ครอบคลุม คำว่าไม่มีตัวตนมันไม่ใช่กับคนหรือสิ่งที่มีวิญญาณ เช่น เราไม่มีวิญญาณอมตะ เราไม่มีอัตตา ไม่มีตัวตนที่ถาวรมันเปลี่ยนแปลงทุกขณะแต่มันจริงครึ่งเดียว พระพุทธเจ้าตรัสว่าสัพเพ ธัมมา อนัตตา ในไตรลักษณ์ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา

คำว่าธรรมะทั้งหลายทั้งปวงมันรวมถึงสิ่งที่มีวิญญาณและไร้วิญญาณ ทั้งนามธรรมทั้งรูปธรรม ถ้าอย่างนั้นเวลาที่เราบอกว่าธรรมทั้งหลายทั้งปวงก็รวมไมโครโฟนด้วย แล้วเราจะพูดว่าไมโครโฟนไม่มีตัวตนหรอ เด็กจะเข้าใจได้อย่างไร คำว่าไมโครโฟนเป็นอนัตตา หมายถึงไมโครโฟนไม่มีแก่นสารหรือความเป็นไปของตน เช่นเดียวกับต้นกล้วยเป็นอนัตตาก็คือไม่มีความเป็นต้นกล้วยอยู่ในกล้วยที่เราปลอกทีละชิ้น ทีละชั้นๆ มันก็ไม่มีความเป็นต้นกล้วย ผ้าที่เราห่มที่เรานุ่งมันมาจากด้ายแต่ละอันที่เราดึงออกๆมาต่อ มันมีความเป็นเสื้อ เป็นจีวรอยู่ในตัวของมัน มันเป็นอนัตตา

เพราะฉะนั้นในภาษาอังกฤษจึงแปลคำว่าอนัตตามา ๒ คำ คำหนึ่งก็คือ non ego หมายถึง สิ่งที่ไม่มีชีวิตจิตใจ ไม่มี Ego ไม่มีวิญญาณอมตะ อีกคำหนึ่งซึ่งครอบคลุมหมดเลยเรียกว่า non substantiality  หมายถึงสิ่งที่มีความเปล่งของมัน ก็คือแก่น คือสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนเหล่านี้มันคล้ายกับคำสอนของศาสนาทั้งหลายที่ให้มีอาตมัน ที่ให้มีอัตตาอมตะ คล้ายกับคำสอนเรื่องซึ่งชาวโลกเชื่อมาตั้งสองพันปี โดยนักปรัชญากรีกดีมอสเตตุส  Unsubstable แปลว่าแบ่งแยกไม่ได้

เมื่อเราแบ่งสรรพสิ่งไม่ว่าตัวเราหรืออะไรก็ตามมันจะลงลึกไปถึงสิ่งที่เรียกว่าอะตอม คือปรมาณู คือBuilding block คืออิฐที่สร้างโลกแบ่งไม่ได้อีกแล้วเราเรียกอะตอม อะตอมนั้นเป็นอัตตา สอนกันมาแบบนี้สองพันปี พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาฝ่ายค้านที่บอกว่าไม่มีแก่นตรงนั้นและมาเมื่อหนึ่งร้อยปีที่ผ่านมาเขาก็บอกว่าแท้จริงแล้วอะตอมนั้นแบ่งได้ มันเป็นเพียงประจุไฟฟ้านิวตรอน อิเล็กตรอน โปรตรอน   นิวตรอน อิเล็กตรอน โปรตรอน ปัจจุบันเล็กลงไปอีกเรียกว่า ควอนตั้ม สิ่งที่เราเห็นทั้งหมดนี้คือประจุไฟฟ้าทั้งสิ้น

ท่านทั้งหลาย มันเป็นอนัตตาแล้วใครเคยเอาเรื่องเหล่านี้มาเสริมมาเป็นบูรณาการเข้ากับคำสอนเรื่องอนัตตาบ้าง เราตามทันความคิดวิทยาศาสตร์ระดับ ควอนตั้มฟิสิกส์ไหม อย่างนี้เป็นต้น ฉะนั้นพุทธศาสนาไม่ผูกขาดสัจธรรมจึงได้แบ่งสัจธรรมเป็นกฎธรรมชาติอยู่ ๕ อย่างที่ศาสตร์ทั้งหลายกำลังแย่งกันศึกษาอยู่ในปัจจุบัน บางอย่างพระพุทธเจ้าไม่ได้ลงไปลึกเลย เพราะการสอนศาสตร์ต่างๆนั้นเพียงเอามาเสริมธรรมะ

นิยามหรือกฎธรรมชาติทั้ง ๕ นั้นคือ อุตุนิยาม  Physical law อุตุนิยาม  เป็นกฎธรรมชาติสิ่งที่เกี่ยวกับฤดูกาล ก็คือ ดิน ฟ้า อากาศ เปลี่ยนแปลง เราต้องตีความว่า Physical law ก็คือกฎของฟิสิกส์ทั้งหมด รวมถึงเรื่องอะตอมอะไรต่างๆ กฎทางวิทยาศาสตร์กายภาพทุกอย่างแรงโน้มถ่วงอะไรต่างๆอยู่ในข้อที่ ๑ พีชนิยาม Biological law เป็นกฎพันธุกรรม ทำไมมะม่วงออกลูกเป็นมะม่วง มะละกอออกลูกเป็นมะละกอ วัวออกลูกเป็นวัว มันอยู่ในพีชนิยาม Biological law จิตตนิยามกฎแห่งการทำงานของจิตซึ่งอภิธรรมศึกษาลึกซึ้งเราเรียกจิตวิทยาบ้าง อะไรบ้าง กรรมนิยาม กฎแห่งวิถีชีวิตของมนุษย์ เจริญหรือเสื่อมอยู่ที่การกระทำ

กฎ ๑-๔ รวมกันอยู่ภายใต้กฎสากล เรียกว่าธรรมนิยาม สิ่งนี้มีเพราะสิ่งนั้นมี สิ่งนี้ไม่มีเพราะสิ่งนั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้นในตัวของมันเอง ต้องอาศัยกันและกันเกิดขึ้น เป็นกฎเหตุและผลการอาศัยกันและกันเกิดขึ้นและพอเวลาเราเข้าใจเหตุนี้ เราก็เข้าใจผิด ทำให้มันเป็นสาย แต่เราลืมไปว่า ก ทำให้เกิด ข  ข ทำให้เกิด ค  ตามกรรมทำให้เกิดวิบาก วิบากมาเพิ่มกิเลส กิเลสมันก็ทำกรรม กรรมมันก็หมุนเป็นวิบากหมุนเป็นวัฏจักรเป็นสังสารวัฏ เพราะฉะนั้นเวลาที่เราแก้ปัญหา เราไม่มองแบบปฏิจจสมุปบาท  ทำให้มันเกิดเรื่องเราก็จะโทษคนอื่น โทษคนนั้น โทษคนนี้ และเวลาจะแก้ปัญหาก็จะไปแก้ตรงโน้น แก้ตรงนี้ลืมตัวเอง ลืมไปว่าเราก็มีส่วนทำให้เกิดปัญหา ปัญหาบ้านเมืองทุกวันนี้เพราะสีนั้น เพราะสีนี้ มันทุกสีนั่นแหละทำให้เกิดเรื่อง เวลาตอนนอนก็ต้องมีส่วนร่วม พุทธศาสนากับการสมานฉันท์ กับการปรองดอง เอาหลัก ปฏิจจสมุปบาท เข้าไปจับ

เสือพีเพราะป่าปก ป่ารกเพราะเสือยัง ดินดีเพราะหญ้าบัง หญ้ายังเพราะดินดี ชาวบ้านเขายังรู้จัก ปฏิจจสมุปบาทมากกว่าคนสมัยนี้เลย ในเรื่องสิ่งแวดล้อม น้ำมันท่วมมาถึงนี่เพราะว่าอะไร ฝนมันตกโทษเทวดา ไม่โทษคนตัดไม้ทำลายป่า ไปโทษคนตัดไม้ทำลายป่าได้อย่างไร แล้วไอ้ที่ข้างๆนี่ ไม่มีไม้หรือ นี่เราก็มีส่วนไปซื้อไม้ มองให้มันเป็น ปฏิจจสมุปบาท มันจะแก้ปัญหาได้แล้วสัจจธรรมในส่วนทั้งหลายเหล่านี้

ศาสตร์ต่างๆกำลังศึกษากันไม่ว่าจะเป็น Physical law กฎทางฟิสิกส์ กฎทางสังคม ธรรมนิยามนี่เป็นกฎทางสังคม ทั้ง DNA พันธุกรรม  เมื่อไม่กี่ปีมานี้สหรัฐอเมริการ่วมกับหลายๆประเทศทำ Gene Mapping กฎพันธุกรรม ถอดรหัส DNA ของมนุษย์ทำเป็นสิบๆปี ใช้เงินเยอะมาก เพราะหวังว่าเมื่อทำแผนที่ยีนส์ของมนุษย์เสร็จแล้ว จะรู้เลยว่าโรคที่เกิดเพราะยีนส์มันอยู่ตรงไหน จะได้แก้ถูก ปรากฏว่าถอด DNA ถอดรหัส DNA เซลล์ต่างๆออกไปเป็นหกพันล้านส่วนในมนุษย์ แก้โรคไม่ได้ โรคมะเร็งอะไรต่างๆมันไม่ได้เกิดในระดับยีนส์ เกิดในระดับโครโมโซม โมเลกุล ตอนนี้ทำต่อไปอีก อีกยี่สิบปีจะรักษามะเร็งได้ อย่าเพิ่งรีบตาย สิ่งที่วิทยาศาสตร์ศึกษาเหล่านี้สามารถนำศาสนาเข้าไปเอามาใช้เป็นประโยชน์ในการสอนไหม ควรจะเอามาประยุกต์สอนพระพุทธศาสนาด้วย ในสมัยพระพุทธเจ้าสอนธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ของวิทยาศาสตร์สมัยชินโก้ สมัยนั้นง่ายๆมาสอนศาสนา ตอนนี้เราเอามาสอนได้ไหม DNA เราเอามาสอนได้ไหม ได้ทั้งนั้น พระพุทธเจ้าไม่เคยปฏิเสธ พระพุทธเจ้าใช้ Anatomy ใช้ ภายวิภาคศาสตร์เกี่ยวกับการพิจารณาปฏิกูลและกรรมฐาน เราสามารถที่จะใช้สมัยใหม่ได้อย่างนี้ ภาพอินเตอร์เน็ตขึ้นจอ อะไรที่ได้จากกรรมฐาน ไม่ต้องเป็นหัวกะโหลกในป่าช้าเราก็รู้ ใช้ประโยชน์จากวิทยาการที่ก้าวหน้า เทคโนโลยีสมัยใหม่

 

๘.วิทยาศาสตร์ “บูรณการ” พุทธศาสน์

พระพุทธเจ้าไม่ไปเถียงกับศาสตร์สมัยใหม่เลย พระองค์ตรัสว่า “นาหํ ภิกฺขเว โลเกน วิวาทามิ” แปลว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตไม่ทะเลาะกับชาวโลก ไม่ขัดแย้ง แต่ชาวโลกอาจจะขัดแย้งกับเรา” คำว่า คนที่พูดถึงความจริงจะไม่ทะเลาะกับใคร จริงมันก็คือจริง ในโลก ถ้าเรายืนหยัดอยู่ในสัจธรรมความจริงให้ความจริงมันเผยออกมา ถ้าผิดเราก็ยอมรับว่าฉันเข้าใจผิด ถ้าคนอื่นผิดเผยความจริงออกมา เขาต้องคิดตรงกับเรา คนที่แสวงหาความจริง ธรรมวาที ไม่ทะเลาะกับใคร สำคัญพวกอธรรมวาที ที่บิดเบือนความจริงเอามาสนองประโยชน์ของตนเองต่างหากเอามาทะเลาะกัน คนที่มีผลประโยชน์มันก็จะบิดได้  แต่ถ้าเราศึกษาความจริงเพื่อความจริง  ทำวิจัยเพื่อหาสัจจะธรรม เราไม่ต้องไปทะเลาะกับใคร ความจริงมันก็คือความจริงวันยังค่ำ  พระพุทธเจ้าสอนธรรมะกำมือเดียว พระองค์ตรัสว่าอดีตก็ดี ปัจจุบันก็ดีเราสอนแต่เรื่องทุกข์กับทางดับทุกข์ ความรู้เป็นสัพพัญญูมากมายมหาศาล แต่นำมาสอนพุทธบริษัทแค่กำมือเดียวเท่านั้น กำมือเดียวนั้นทำไมไม่สอนทั้งหมดที่ตรัสรู้ เพราะศาสตร์ที่รู้เยอะแยะทั้งหมดเป็นสัพพัญญู พระองค์บอกไม่ต้องสอน สอนกำมือเดียว เฉพาะที่เป็นไปเพื่อเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับทุกข์ เพื่อนิพพาน ธรรมะกำมือเดียวก็คือพระไตรปิฎกทั้ง ๔๕ เล่มนี่แหละ สอนอยู่เรื่องอริยสัจ ๔ นี่แหละแต่ว่าจะประยุกต์ ยักย้าย ถ่ายเทแก้ปัญหา ให้สอดคล้องกับกลุ่มคน สถานการณ์ นี่คือสิ่งที่เรากำลังทำการบูรณาการพระพุทธศาสนากับศาสตร์สมัยใหม่ เพื่อเอากำมือเดียวนี้ไปแก้ปัญหาสังคม จิตใจและสังคม

ฉะนั้นการบูรณาการจึงมีลักษณะที่ ๑. นำเอาพุทธศาสนาไปเติมเต็มให้กับศาสตร์ทั้งหลาย บูรณาการในลักษณะที่เติมเต็ม หรือ ๒. เอาศาสตร์ทั้งหลายมาเติมเต็มให้กับพุทธศาสนาที่เรายังขาด เราสอนสัจจะธรรม  บางอย่างนำวิทยาศาสตร์มาเทียบแล้วไม่สอนธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ มาสอนอะไรที่มากกว่านั้นก็ได้ เอามาเพิ่มมาเติมจิ๊กซอว์มันจะได้สมบูรณ์ ทำไมเราจะต้องปฏิบัติกรรมฐาน กรรมฐานมีประโยชน์อย่างไร พัฒนาจิตใจได้อย่างไร มีงานวิจัยในด้านนี้มากมาย โดยเฉพาะในโลกตะวันตกเอาศาสตร์สมัยใหม่มารับใช้พุทธศาสนา และในขณะเดียวกันกรรมฐานก็เปิดโลกให้กับนักวิทยาศาสตร์ที่เขาไม่เคยเห็น วิทยาศาสตร์ก็ไปเติมเต็มให้กับโลกวิชาการ                       ที่ทำกันมากตั้งแต่ประมาณยี่สิบปีที่ผ่านมา ก็คือ วิทยาศาสตร์สาขาประสาทวิทยากับกรรมฐาน ก่อนยี่สิบปีย้อนไปนั้นทำไม่ได้ ทำไมทำไม่ได้ เพราะเงินไม่พอ ยุคสมัยนี้ทำได้เพราะเทคโนโลยีมันถึง เพราะฉะนั้นนี่คือตัวอย่างว่าทำไมงานวิจัยในทางพุทธศาสนามันทำได้เรื่อยๆ เพราะเครื่องไม้เครื่องมือเทคโนโลยีสมัยก่อนไม่มี เราก็เลยทำวิจัยไม่ได้ พอสมัยนี้มีเราก็ทำได้สมัยก่อนพูดแต่เรื่องอะตอม ยังไม่มีเรื่องระเบิดปรมาณู ยังไม่มีเรื่องนิวเคลียส นิวตรอน โปรตรอน อิเล็คตรอน เพระฉะนั้นอนัตตาก็งงอยู่ เดี๋ยวนี้ไม่งงแล้ว

ควอนตั้มมีฟิสิกส์มาช่วยเรา เรื่องของกรรมฐาน แต่ก่อนนี้ก็ปฏิบัติกันไป พิสูจน์ ทดลอง อะไรก็ไม่ได้ คิดเอง กำหนดจิตใหม่ ก็เอาสะกดจิตเข้ามา เลยกลายเป็นกรรมฐานสะกดจิต แต่เมื่อยี่สิบปีที่ผ่านมามีงานวิจัยเขาเรียกว่า Research orientation มากมายมหาศาล นี่ยกตัวอย่างว่าเราสามารถทำวิจัยเรื่องพุทธธรรม พุทธศาสนาได้ไม่รู้จบ เพราะเครื่องไม้เครื่องมือมันอำนวยขึ้นและก็จะเป็นแบบนี้มากขึ้น ประสาทวิทยาศาสตร์ คือศึกษาเรื่องระบบประสาทสมองและร่างกาย อาศัยเครื่องสแกนที่เรียกว่า MRI และเครื่องตรวจคลื่นสมองที่เรียกว่า EEG ไปศึกษาประสบการณ์โยคีผู้ปฏิบัติกรรมฐานผลออกมาคอนเฟิร์มยืนยันประโยชน์ความอัศจรรย์ของกรรมฐาน ฝรั่งเลยแตกตื่นกันมาปฏิบัติกรรมฐาน ไม่ใช่อยู่ๆฝรั่งเขามาเห่อกรรมฐาน วิทยาศาสตร์ช่วยเผยแผ่ศาสนาในโลกตะวันตกเป็นอย่างนี้ นี่ก็คือ MRI เครื่องสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า เอาสอดเข้าไป ดูโรค ดูอะไรต่างๆเดี๋ยวนี้ตรวจกันแบบนี้ ช่วยในเรื่องศึกษาภาพในสมอง คลื่นสมองของผู้นั่งกรรมฐานถ่ายภาพออกมา

 

๙. EEG, MRI  : บูรณาการวิปัสสนากรรมฐาน

องค์ดาไลลามะที่ ๑๔ ได้เชิญนักวิทยาศาสตร์ด้านประสาทสมอง ชื่อริชาร์จ จากสถาบันวิจัยชั้นนำในสหรัฐอเมริกาไปที่ธรรมศาลาเมื่อ ๒๒ ปีมาแล้ว เอาเครื่องมืออย่าง EEG (Electroencephalography) อย่าง MRI (Magnetic Resonance Imaging) ไปตรวจคลื่นสมองของพระนั่งกรรมฐานโดยเฉพาะลามะแล้วเกิดอะไรขึ้น นี่คือภาพที่กำลังใช้ EEG วางไว้บนศีรษะลามะที่นั่งกรรมฐานมา ๒๐ – ๔๐ ปี เวลาเข้าฌานนี่จิตเป็นอย่างไร ผลปรากฏว่าจิต นี่คือตัวอย่าง ลองมาจับพวกเราบ้างสิ วิชากรรมฐาน ต่อไปสอบได้ สอบตก เอานี่แหละดีไหม มันจะได้ไม่ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของอาจารย์สอนกรรมฐาน จะได้จะตก นี่เขาใช้แบบนี้แล้ว หลอกกันไม่ได้ คิดว่าถ้าใช้แบบนี้คงไม่ผ่านกันหลายรุ่น แต่บังเอิญว่าได้ ดร.ไปแล้ว ได้ปริญญาโทมาแล้ว เขาทดสอบกันแบบนี้ หลอกไม่ได้ วัดได้ประเมินได้ ก่อนที่เราเปิดวิปัสสนาภาวนา ในยุคนี้มันเปิดได้เพราะเราวัดได้ ประเมินได้จึงมีปริญญาโทวิปัสสนาภาวนา

เมื่อ ๒๐ กว่าปีมาแล้วลองเชิญผู้เชี่ยวชาญมาทำหลักสูตร เขา Reject ด้วยประโยคเดียวว่าวัดไม่ได้ ประเมินไม่ได้หลักสูตรของเราตกไป เมื่อ๒๐ปีมาแล้ว ตอนนั้นเป็นรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการแต่ตอนนี้ เราเปิดหลักสูตรปริญญาโทวิปัสสนาภาวนาได้ กรรมฐาน Popular มาก แห่กันมาเรียนที่สถาบันพุทธโฆษณ์ เพราะอะไรนี่อิทธิพลอันนี้ ฝรั่งบอกวัดได้ ประเมินได้ไทยเลยได้อานิสงส์โดยไม่รู้ตัวมาเห่อตามฝรั่งไปด้วย ทำให้มหาจุฬามีปริญญาโทวิปัสสนาภาวนาเป็นแห่งแรกในโลก เพราะตอบคำถามว่าวัดได้ประเมินได้ไหม ตอบได้ พวกนักวิทยาศาสตร์อึ้งไปแล้ว วัดอย่างไร สำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นความรู้อธิบายให้ฟัง

ในสมองของเรามันมีเซลล์ประสาทที่เรียกว่านิวรอน สองหมื่นล้าน เซลล์สมองต่างๆเหล่านี้ส่งประจุไฟฟ้าเข้าหากันแป๊ะๆ ๆ  เวลาเราคิดเราคิดเป็นประจุไฟฟ้า  เราเรียกว่าคลื่นสมอง เพราะฉะนั้นเวลาที่มันมีคลื่นสมองเขาเรียกว่า อิเล็กติคอล อินทัช มันมีประจุไฟฟ้า อย่างภาพที่เห็นมันแว๊บๆ ๆ มันอาศัยระบบเซลล์ประสาทสองหมื่นล้าน ส่งกระแสไฟฟ้าเข้าหากันเวลาท่านนั่งฟังนั่งคิดมันทำงานตลอดเวลา แม้เวลาที่ท่านหลับมันก็ทำงาน ทีนี้วิธีวัดง่ายๆ ทำกันอย่างไร เขาวัดเป็น Brain Wave (คลื่นสมอง) โชว์ภาพให้ดูอธิบายเล็กน้อย สำหรับคนนอกวงการ นี่ก็ไม่ใช่คนในวงการแต่รู้เรื่อง เพราะอยากรู้ไม่ใช่อะไรหรอก คือเวลาที่มันมีปุ่ม สมองมันมีปุ่มเชื่อมอยู่ใกล้ๆกัน เขาเรียกว่า พันซ์ มันอยู่ใกล้กัน ไฟฟ้ามันจะกระโดดเข้าหากัน จากปุ่มหนึ่งๆ มันโดดข้ามอย่างที่เราเห็น เวลาสมองทำงานเขาจะรู้ว่าส่วนไหนเลยTab เข้าไป

เวลาท่านใช้ความจำประจุไฟฟ้าในการรับรู้ ในการมอง ในการสังเกต เขาจะบอกว่าประจุไฟฟ้าจะใช้มากตรงไหน คลื่นมันจะขึ้นสูงตรงนั้น คำว่าคลื่น Wave หรือ Brain Wave คลื่นสมองเขาวัดยังไง เขาวัดเป็นHz ก็คือเป็นจุดๆ มันแว๊ปหนึ่งก็นับหนึ่ง ในหนึ่งวินาที ท่านมีคลื่นไฟฟ้าเกิดขึ้นกี่ครั้งก็คือมันกระโดดเข้าหากัน เขาไม่ได้นับเป็นนาทีนะ เขานับเป็นวินาที เขาเรียกว่าเฮิร์ท เป็นเมกะเฮิร์ท เฮิร์ทวัดอย่างนี้ เวลาที่คลื่นที่ท่านนั่งฟังอยู่ตรงนี้ คลื่นสมองของท่านถ้านำมา Tab เนี่ยนะ โดยEEG ๒๐๐ กว่าจุดเนี่ย มันจะขึ้นเป็นกราฟเลย ตอนนี้สมองของพวกเราอยู่ตรงนี้ อยู่ตรงเบต้า คลื่นเบต้าคลื่นนี้ คลื่นเบต้าเป็นคลื่นความถี่สูงสุดในตอนตื่น ก็หมายความว่าอย่างไร หมายความว่า ๑วินาทีมันมีจุดไฟฟ้าแว๊บๆ ตั้งแต่ ๑๒-๓๐ รอบ ไฟฟ้าแค่หนึ่งวินาทีมันเกิด ๑๒-๓๐ ใครจะมากหรือจะน้อย ขึ้นอยู่กับใช้สมองมากหรือใช้สมองน้อย คนไหนฟังไม่รู้เรื่องนั่งเครียดอยู่ก็จะประมาณ ๓๐ ส่วนคนไหนที่เรียนมาแล้วสบายๆก็นั่ง ๑๒ ก็รู้เรื่อง

เพราะฉะนั้นคนเราเวลาที่ตื่นสมองจะทำงานตลอด พอสมองทำงาน ตารางสมองที่เรียกว่าประจุไฟฟ้ามันจะปุ๊บๆๆ อยู่ในคลื่นเบต้า ๑๒-๓๐รอบ/วินาที ฉะนั้นถ้าท่านคิดทำวิจัย คิดอะไรก็ตาม คิดหนักๆ นั่งคุยหรือนั่งฟังหรือกำลังพูดอยู่นี่ มันจะอยู่ในคลื่นเบต้า ถ้าประมาณแท็ปสมองตอนนี้นะ มันจะเกิดเร็วมากไม่งั้นพูดไม่ได้ แล้วเป็นอย่างไร ผลก็คือคนไหนที่เร่งมากจนไปถึง ๒๐-๓๐คือเครียด ใกล้จะสอบวิทยานิพนธ์ ใกล้ส่งงาน ใกล้โน้น ใกล้นี่ ใกล้เป็นสมณศักดิ์จะประกาศ ใกล้หวยออก หวยกิน คิดไปต่างๆนานา แล้วมันเกิดSpace สเปชที่วัดได้ด้วยคลื่นสมองที่ทำงานเร็วจี๋ เกือบ ๓๐ รอบ/วินาที ทุกคนเป็นด้วยกันทั้งนั้น มีทั้งหมด แม้บางวันที่เราสบาย ไปเที่ยวชายทะเล Vacation พักร้อน ปิดเทอม ไปนั่งฟังดนตรีหลับตา คลื่นสมองมันจะลดลง ความเร็วเราไม่ต้องใช้มากมันจะมาอยู่ในอัลฟ่า ๘-๑๒ รอบ Relax time ไม่คิดอะไรมาก ไม่กลุ้มไม่กังวล

คนที่กลุ้มกังวลนี่จะเป็นเบต้า ส่วนคลื่นที่ลดความเร็วลงก็คือสมาธิ ตรงนี้แหละกรรมฐานเข้ามา เวลาที่เราคิดด้วยเบต้า คือ คิดแบบคนทั่วไป แบบที่เรานั่งคิดมันจะเครียด แต่ถ้าท่านคิดด้วยอัลฟ่า คือสมองทำงานช้าลง ช้าลง สงบ มันจะมีความสุข เพราะฉะนั้นคนที่ทำสมาธิเป็นอุปจาระ อุปจาระสมาธิมันเป็นอัลฟ่า นั่งคุยกันเพลิน Relax ดูธรรมชาติในชีวิตประจำวันเราจะไม่เครียด ความรู้สึกของเราจะสงบ กรรมฐาน สงบโดยธรรมชาติ หลับตาไม่คิดอะไรได้พักร้อน หรือสงบโดยกรรมฐาน ปัญหาก็คือวันๆหนึ่งเราจะสงบน้อยมาก เราได้พักน้อยมาก ฉะนั้นกรรมฐานเป็นเครื่องมือในการที่จะสร้างคลื่นอัลฟ่าให้เรา

เมื่อริชาร์จไป Tab มาเป็นอย่างไรคนฝึกใหม่ๆ กรรมฐานใหม่ๆ จะลดจากคลื่นเบต้า (Beta) มาเป็นอัลฟ่า (Alpha) เพราะฉะนั้นเวลาที่ท่าน Relax ที่สงบ แล้วถามว่าความรู้มันเกิดได้อย่างไร ถ้าเราคิดช้าลง สรุปคือคิดช้าลง เด็กมักจะถามท่าน คิดช้าแปลว่าโง่ใช่ไหม ไอ้พวกคิดช้า ทึ่มเหลือเกิน แล้วนั่งกรรมฐานให้มันช้าลงก็ยิ่งโง่ใหญ่ อันนี้คือเหตุผลที่เราไม่อยากเรียน ไม่อยากปฏิบัติกรรมฐาน วิทยาศาสตร์เขาบอกว่าอย่างไร วิทยาศาสตร์บอกว่า คิดเร็วก็ใช่ว่าฉลาดนะ พวกฟุ้งซ่านนี่ฉลาดไหม  คิดเร็วคือเราคิดใน ๑ นาทีเราคิดประมาณ ๒๐ เรื่อง คิดเรื่องนั้น คิดเรื่องนี้ เหมือนกับคนที่โยนลูกบอล ๑๐ ลูกในเวลาเดียวกันมันรับไม่ทัน ลูกบอลมันก็เร็ว ท่านคิดเร็วจี๋แต่มันไม่รู้กี่เรื่อง สู้คิดเพียงเรื่องเดียวด้วยอัลฟ่า เพิ่มประสิทธิภาพมหาศาล

นึกออกยังในขณะที่ท่านนั่งอยู่ที่นี่เดี๋ยวคนนั้นก็ลุกออกมา คนนี้ก็เดิน มัน ๕ เรื่อง มันเครียดนะ แต่ฟังวิทยากรเพียงเรื่องเดียวสบายๆ จิตเราทำงานช้างลง ๑๒ รอบ/วินาที  ๘-๑๐ รอบ/นาที และยิ่งเราสามารถโฟกัส คือ Concentrate ระดมความคิดให้ไปอยู่ในเรื่องเดียวได้ตามที่ใจปรารถนามันเร็วเกินพอดี ๑๒ รอบ ๑๐ รอบ แต่มันเหลือน้อยประสิทธิภาพมากเหมือนรวมพลังแสงแดดให้ไหม้ ไหม้หญ้า ไหม้อะไรต่างๆ รวมพลังสมาธิไปที่เดียว ทีนี้พอเรานั่งกรรมฐานมากขึ้นๆเข้าฌานสมาบัติมันจะไปอัลฟ่า ดูคลื่นนะเห็นไหน ความคิดจะช้าลง ขั้นนี้จะเห็นนิมิต Imaginary เวลาเราหลับจิตมันจะทำงาน หลับแล้วฝัน ฝันคือภาพที่เราเห็น นั่งกรรมฐานแล้วเห็นภาพจิตตกภวังค์ คลื่นสมองสามารถวัดได้ไหมด้วย EEG คนที่นอนไม่หลับเพราะอะไร เพราะสมองมันไปอยู่ในเบต้า คิดจนกระทั่งมันไม่ยอมSlow down ต่อเมื่อเรามากำหนดลมหายใจให้มัน Slow down มันจะลงมาอัลฟ่า มันจะสบาย สบายแล้วมันก็หลับแล้วก็ฝัน เรียกว่าTheta ๗-๑๐ รอบ วิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้หมดและสุดท้ายหลับโดยไม่ฝัน เรียกว่าเดลต้า ๑-๔ รอบ/วินาทีในภวังค์จิต จิตตกภวังค์ทำงานช้ามากๆ มันคือเดลต้า Tab ได้หมด อันนี้ไม่มีเวลาจะอธิบาย คือพูดเป็น

เรื่องนี้เป็นงานวิจัย เป็น Paper งานวิจัยทั่วโลก ทำกันเยอะมาก มันไม่ใช่เรื่องใหม่เลยเขาทำวิจัยกันทั่วไปหมดเพราะอะไร เพราะเทคโนโลยีเขาถึง เทคโนโลยีเขามี เครื่องสแกนเขามีในมหาวิทยาลัยของเรายังไม่เคยเห็นเลย EEG ท่านเห็นไหม นอกจากตรวจในโรงพยาบาล อยากเห็นต้องไปโรงพยาบาล เพราะฉะนั้นเราไม่มีเครื่องมือ ทีนี้สิ่งที่กรรมฐานได้ Contributeได้มีส่วนช่วยนักวิทยาศาสตร์คือ แกรมม่า คลื่นระดับแกรมม่าคืออยู่ในระดับ ๓๐-๑๐๐ คนทั่วไปมีนิดๆหน่อยๆ เวลาเครียดสมองมันจะระเบิด แต่นักวิทยาศาสตร์ประสาทวิทยาบอกว่าจริงๆมันมี ๔ ตั้งแต่เบต้าจนถึงเดลต้า แต่ทุกวันนี้บอกว่ามีแกรมม่าแล้ว ได้จากไหน ได้จากไป Tabพระที่นั่งกรรมฐาน ให้เจริญกรรมฐานแล้วปรากฏว่าจิตนั้นเป็นสมาธิ สมองทั้งระบบนั้นมันเชื่อมกันหมดเลย ระบบไฟฟ้ามันไม่ใช่สมองส่วนนั้นคิด ส่วนนี้คิด มันประสานกันหมดแล้วคิดเรื่องเดียวเป็นสมาธิมันเร็วจี๋มาก เขาเรียกว่าอัจฉริยะสุดยอดเลย เป็นแกรมม่าเวฟ ความเร็วมากแล้วคนที่ได้แกรมม่าเวฟก็คือมีเราเรียกคล้ายๆกับปัญญาญาณทุกเรื่องเลยทะลุปุโปร่ง เหมือนกับผู้บรรลุ วิทยาศาสตร์จึงได้เพิ่มเข้าไปอีกอันหนึ่งจากมีเฉพาะในพระกรรมฐานชาวพุทธที่เรียกว่าแกรมม่า และนี่จะอธิบายเรื่องอะไร เรื่องฉัพพัณรังสีของพระพุทธเจ้า เวลาที่พระพุทธเจ้าเปล่งฉัพพัณรังสี สมองวิ่งกี่รอบท่านอ่านไหม

เราพูดถึงอภิธรรมก่อนก็ได้ ก่อนที่จะไปในเรื่องนั้น เวลาที่เราศึกษาอภิธรรม รูปหนึ่งขณะเท่ากับจิต ๑๗ ขณะ เวลาเราเห็นภาพหนึ่งภาพจิตเรานำไป ๑๗ ขณะจิต ถามว่าเราเคยถามไหมมันกี่รอบต่อวินาทีในอภิธรรม เวลาเราเห็นภาพแปบนึงเรียนอภิธรรมมาประโยค ๙ มานี่ตั้งแต่  ๑๗ ขณะจิตเท่ากับหนึ่งขณะของรูปที่เราเห็น จิตเกิดดับ ๑๗ ครั้ง มันคือคลื่นอะไร เราเคยวัดไหม จะช่วยอภิธรรมได้มากเลย นึกถึงอภิธรรม กี่รอบต่อวินาทีที่ว่า ๑๗ ขณะในจิตปกติ ทีนี้ก่อนจะพูดถึงแกรมม่า พูดถึงว่าเครื่องถ่ายภาพสมองท่านสังเกตท่านมองเห็นไหม ทางนี้คือเบต้า แปลว่าความคิดที่หมุนจี๋ เวลาที่เรานั่งอยู่ในปกติความเร็วมาก มันคือคลื่นเบต้า เวลานั่งกรรมฐานแล้วมันหายไปหมดมันเป็นอัลฟ่าไปแล้ว จิตสงบ เบต้าไม่มี นี่คือเรื่องหนึ่ง อีกเรื่องหนึ่งน่าสนใจมากอะไรคือข้อแตกต่างระหว่างสมถะกรรมฐานกับวิปัสสนากรรมฐาน เรามักจะตั้งคำถามแล้วเราตอบกันเรื่องสติ เรื่องสมาธิ เรื่องอะไรต่างๆตอบด้วยวิทยาศาสตร์ตอบว่าไงภาพนี้เป็นคำตอบ โดยที่เขาทำเขาไปนั่งกรรมฐานคนๆเดียวตอนนี้ทำสมถะ ตอนนี้ทำวิปัสสนา

 

๑๐.สมถะ วิปัสสนา การพัฒนา Brain Plastic

ภาษาอังกฤษคำว่า สมถะ กับวิปัสสนาเขาใช้คำว่า Directive Meditation กับ Non Directive Meditation คนทั่วไปจะไม่รู้อันไหนคือสมถะ อันไหนคือวิปัสสนาจะบอกให้ ต้องไปอ่านมา สมองคนๆเดียวกันที่ถ่ายไว้ นี่เป็นของพวกทำกรรมฐานแบบ Directive Meditation และให้คนๆเดียวกันกรรมฐานแบบ Non Directive Meditation ถ่ายภาพออกมาทางขวามือ สีเหลืองคือคลื่นอัลฟ่า เบต้าหายแล้วนะ พอนั่งกรรมฐานไปเบต้าที่ทำให้เราเครียด เรื่องเราเครียดเรากังวลจะหาย ไอ้คลื่นที่มันหมุนจี๋จะเกิดคลื่นอัลฟ่าขึ้นมา ทีนี้เวลาทำกรรมฐานแบบ Directive คืออะไร Directive คือเจาะจงไปที่อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น กำหนดลมหายใจเข้าออก กำหนดลมหายใจอย่างเดียว เป็นโฟกัสอยู่ตรงนี้ ไม่คิดเรื่องอื่นเลย โฟกัสอยู่ตรงนี้ ปรากฏว่าอัลฟ่ามันก็จะเกิดน้อยเพราะมันจะกักอยู่ที่ลมหายใจหรือส่วนใดส่วนหนึ่ง อันนี้เขาเรียกว่าสมถะกรรมฐาน ทีนี้เราไม่กำหนดให้มีสมาธิแต่ว่าเมื่อเวทนาเกิด ได้ดูเวทนา ดูจิต ดูธรรม เหมือนอย่างวิปัสสนา ปรากฏว่าจิตมันทำงานด้วยอัลฟ่า เยอะขึ้น สีเหลืองวิปัสสนาทำให้คลื่นอัลฟ่าเยอะกว่า ผลวิจัยออกมาว่ากรรมฐานมีส่วนในการเปลี่ยนบุคลิกภาพ  พัฒนาคนคือวิปัสสนา ส่วนสมถะมีความสุขสงบอยู่ในขณะกรรมฐาน แต่หลังจากการทำกรรมฐานทำให้คนฉลาด มีไอเดียดี มาจากทำวิปัสสนา เพราะมันไม่ได้เจาะอยู่ที่ใดที่หนึ่ง มันกระจายเพราะฉะนั้นวิปัสสนาทำให้เกิดปัญญายืนยันเลย

ทีนี้มาถึงแกรมม่าเวฟบ้างเมื่อเราโฟกัสสมาธิความคิดเป็นวิปัสสนาแล้วจิตมันเชื่อมกันหมด แล้วในที่สุดวัดคลื่นได้ว่าคลื่นสมองเป็นแกรมม่าก็คือมันสว่างโพลน ทำไมเราว่าพระพุทธเจ้าว่าที่เรียนรัศมีไปอยู่ที่ศีรษะ สมองไง เวลาเปล่งสรรพรังสีครั้งแรกเมื่อไหร่ หลังจากตรัสรู้ เมื่อทบทวนธรรมะ ในสัปดาห์แรกพระองค์ทบทวนธรรมะที่ตรัสรู้ คือ ปฏิจจสมุปบาท  เห็นความสำคัญของสรรพสิ่งในโลกเป็นพันๆล้าน ต้องมีสติปัญญา ละ ดับ สมองหมุนอาจจะเกิน ๑๐๐ รอบ พระพุทธเจ้าตอนนั้นคลื่นยิ่งกว่าแกรมม่าอีก แต่ไม่มีใครไปวัดพระองค์ ในช่วงนั้นโลหิตบริสุทธิ์หมดเลย พระพักตร์ผ่องใส เหมือนปลาใหญ่ ฉลามวาฬได้ลงทะเลลึก ได้คิดเรื่องยากๆ สีเลือดอะไรต่างเปล่งรัศมีใต้ต้นโพธิ์ เป็นครั้งแรกที่พระพุทธเจ้าเปล่งฉัพพัณรังสีแล้วตอนนี้วิทยาศาสตร์ ประสาทวิทยาศาสตร์บอกว่า คลื่นสมองปกติ ๔ อย่าง ไม่ใช่แล้ว ถ้านั่งกรรมฐานต่อไปมันจะพัฒนาเป็นแกรมม่าเวฟ ซึ่งไม่ใช่ความเครียดแล้วแต่เป็นสว่างโพลน  ไม่ใช่เรื่องเหลวไหลแล้วและการค้นพบอันนี้ทำให้เกิดยืนยันจากกรรมฐานทำให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ในประสาทวิทยาศาสตร์เรียกว่า Brain

ใครที่อายุมากโปรดฟังตรงนี้ คือเวลานั่งกรรมฐานหรือไม่นั่งกรรมฐานก็ตามทีนักวิทยาศาสตร์ทางสมองเขาบอกว่าล้มความเชื่อเดิมๆว่าคนเราเมื่อถึงอายุเท่านั้น สมองจะไม่โตอีกแล้วใช่ไหม เรารู้กันแบบนี้สมองมีแต่จะฝ่อ สมองมีแต่จะเสื่อม แก่ก็เป็นอัลไซเมอร์คิดแต่อย่างนี้ สมองไม่มีการพัฒนาเมื่อถึงอายุในวัยขนาดนี้๗ -๘ ขวบ หลังจากนั้นไม่พัฒนาแล้ว แต่การใช้ประสาทวิทยาศาสตร์ MRI EEG ได้ค้นพบว่า นั่งกรรมฐานก็ดี หาประสบการณ์จากการเล่าเรียนศึกษาก็ดี ทำให้ระบบประสาทของสมองมันสร้างนิวรอนใหม่ แล้วสร้างจุดเชื่อมใหม่เพื่อเก็บข้อมูลที่เราเรียน

เพราะฉะนั้นคนขับแท็กซี่มันจะต้องหาทาง ขับแท็กซี่ต้องจำทางนะสมองส่วนที่เก็บข้อมูลความจำโตขึ้น แต่พวกขับรถเมลล์ ขับประจำ สายไหนก็ไปสมองเท่าเดิม คนที่เรียนมหาจุฬาเป็นวิชาใหม่  เช่น เรียนบาลี เรียนวิชาที่ตนเองไม่ถนัด สมองพัฒนาขึ้น ส่วนพวกที่เลือกเรียนวิชาเดิมๆซ้ำๆสมองอาจจะแฟบลง ฟังเลคเชอร์ อันนี้ยากอธิการปวดหัว สมองลีบ เพราะฉะนั้น Brain Plastics ก็คือ สมองมันเป็นพลาสติกยืดหยุ่นได้ นี่คือทฤษฎีที่ยืนยันจากการทำกรรมฐาน แกรมม่ามันเกิดจากอะไรแบบเดียวกับคลื่นสมอง ฉะนั้น experience นี่แหละ ถ้าเรียนมากๆ แทนที่จะเรียนแล้วแก่เกินเรียน ยิ่งใครรู้มาก ยิ่งต้องเรียน ต้องคิดเรื่องใหม่ๆ แล้วเป็นยังไง ทำให้สมองพัฒนา ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ทำไมคนอายุยืน วิมังสาทำให้สมองทำงาน ใช้ปัญญาสอบสวน ไม่เป็นอัลไซเมอร์ เมื่อสมองไม่เป็นอัลไซเมอร์ สมองควบคุมร่างกายได้ มาเรียนกันเถอะ ๘๐-๙๐ จบไปลงหนังสือพิมพ์เยอะแยะแล้ว มหาจุฬามีนโยบายตามนี้ มีวิทยาศาสตร์สนับสนุน  ไม่ใช่ว่ามาเรียนกันทำไม อย่านึกว่าสมองไม่พัฒนา ท่านยังทำประโยชน์อีกเยอะเลย เพราะสมองเป็นพลาสติกไม่ใช่ซีเมนต์มันขยายได้ วิทยาศาสตร์พิสูจน์หมดแล้ว ทีนี้ทำไมเราต้องคิดช้าลง เมื่อกี้บอกว่าทำกรรมฐานแล้วคิดช้าลง ก็โง่สิ การคิดช้า ทำอะไรช้าฉลาดขึ้น คำว่าช้ามันก็ไม่ได้ช้ามาก มันเสี้ยววินาที แทนที่เราจะคิด ๓๐ รอบต่อวินาที เราเพิ่ม ๑๒ หรือ ๑๐ รอบ/วินาที มันถึงได้ช้าในภาษาทั่วไป แต่ทำสโลว์ดาวน์ความคิด

 

๑๑. กรรมฐาน “ช้าแต่เร็ว” : Thinking Fast and Slow

ฉะนั้นเวลาที่ท่านมีอารมณ์เกิดขึ้นวูบเดียวมันก็ฆ่ากันตายนะ มันคุมไม่อยู่ท่านไม่สามารถจะมีสติตามทันความคิด เพราะท่านคิดเร็ว ด่วนคิดจะฆ่าตัวตาย มันลักมันขโมย มันไม่ได้เจริญสติ เจริญสติคือ Slow down ความคิดให้สามารถตามทันได้ พอตามทันได้ท่านก็จะคิดจะตรวจสอบได้ว่าควรหรือไม่ควรทำ ด่วนตัดสินใจ เรียนมาก ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอดเป็นอย่างไร เหมือนภาษิตอินเดียที่เขาบอกว่า  ในยามจะพินาศความรู้มักวิปริต ความรู้ที่เรียนมามันหมด ใช่เลย ใช่แน่จริงๆ ของแท้ซื้อเลย สวย เจ๊งมาเยอะแล้ว ด่วนตัดสินใจ พวกเอาทองมาหลอกขายทองชุบ รู้ไหมว่าทอง  เพราะด่วนตัดสินใจถ้า Slow down เรากำลังโลภ มีที่ไหน เอาทอง ๑๐ บาทมาแลกกับ ๒ บาทในคอเรา คิดหน้าคิดหลัง เราช้าลงหน่อยมันจะเห็นความโลภในจิตเราแล้วเราจะตัดสินใจได้ถูกต้องกลายเป็นว่าชีวิตมีความสุขขึ้น เพราะฝึกให้คิดช้าลง

ฉะนั้นคนๆนี้เขาทำวิจัยตลอดชีวิตเขาเลยชื่อ แดเนียล คาห์เนมัน (Daniel Kahneman,ค.ศ. 1934) ได้รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ไปอ่านหนังสือเล่มนี้ก็ได้ Thinking fast and slow  thinking fast เป็นกระต่ายอยู่ในหัวเรานี่นะ คิดช้าเป็นเต่า เพราะฉะนั้นควรจะคิดช้าหรือคิดเร็ว จะคิดแบบกระต่ายหรือคิดแบบเต่า หนังสือเล่มนี้ที่คนเขียนได้รางวัลโนเบลพิสูจน์แล้วด้วยทฤษฎีของเขานี่แหละที่ทำมาตลอดชีวิตว่าคิดเร็วไม่ดี คิดช้าดีกว่า ช้าๆได้พร้าเล่มงาม เอาสติมา Stop มาหยุดความคิดที่มันเป็นกระแสพร่าไปให้มันชัด ทำไมเมื่อกี้พิสูจน์แล้วจากประสาทวิทยาศาสตร์

ตอนนี้มา Economic หน่อยเรื่องเดียวกันนี่แหละบอกแล้วว่าบูรณาการทั่วโลก เมื่อกี้เอาประสาทวิทยาศาสตร์ เอาอะไรต่างๆมาเป็นยังไง สมองหมุนไปขนาดไหนแล้วนะ ทำไมคิดช้ามันดีกว่าคิดเร็ว เขาจึงตอบว่า Thinking fast and slow เอาแบบไหน ตอบ คิดเป็นเต่าดีกว่าคิดแบบกระต่าย ทำไม คำตอบของเขา ปกติคนเรานี่นะมันจะมีระบบความคิดอยู่ เขาเรียกว่า System มันเป็นระบบ ระบบคืออะไร วิเคราะห์แล้วคิดตามนะพูดแบบง่ายๆ โดยความเคยชินเราคิดอย่างไรเราทำอย่างไรเราก็จะทำแบบนั้น  เหมือนกับที่เราถูกสั่งสอนมา เช่น ภาษิตเขาบอกว่า เห็นแขกกับเห็นงูให้ตีอะไรก่อน ท่านตอบ

เพราะฉะนั้นมันมีอคติเป็นฐานอยู่ในความคิดของตน เราจะตัดสินคนทันทีด้วยรูปลักษณ์ภายนอก เขาเรียกคิดเร็วคนที่เดินหนวดเฟิ้มมานี่ ใส่แว่นตาดำ โจรแน่ๆ สรุปแล้วนะ โดนแน่ๆ คนที่ซอมซ่อหิ้วถุงกระดาษมามาบริจาคให้รอก่อน เอาพวกแต่งตัวดีเข้ามาก่อนเศรษฐีแน่ ถุงกระดาษ มีเงินเป็นล้านมาถวายพระ พระก็รับ ถามทำไมเอาใส่ถุงกระดาษมา มันไม่หายโจรไม่ปล้น  เราตัดสินโดยความเคยชินรูปลักษณ์ภายนอกที่เรียกว่าระบบที่ ๑ มันคิดเร็ว Fast automatic  แล้วมันมี ไร้สำนึกคือความเคยชิน ไม่ได้ตรวจสอบ ไม่มีสติ เพราะฉะนั้นเราตัดสินคนกันด้วยวิธีนี้ สมมติทุกวันนี้ ใครลองพูดประโยคอะไรสักประโยคเรื่องการเมืองสิ เราตัดสินได้เลย แดง เหลือง ลองไปออกทีวีสิ เขาจะใส่ยี่ห้อเราเลย ไม่มีหลอกพวกกลาง เพราะเรามีระบบแดงอยู่ในหัว ฉีดเข้าไประบบเหลืองอยู่ในหัวแล้ว แล้วระบบนี้คบไม่ได้ ระบบนี้คบได้ มันก็แบ่งพวกเป็น ๒ ระบบที่ไม่ได้เรื่องเป็นระบบกระต่าย แล้วตัดสินคนทั้งประเทศ แล้วมาทะเลาะกันทุกวันนี้ เคยมีสติบ้างไหม

คนที่คุณตัดสินโดยด่วนสรุปมันเสียหายร้างแรงขนาดไหน อันนี้คือระบบที่ ๑ ระบบที่ ๒ เป็นระบบ Slow ช้า ต้องวิเคราะห์ วิจัย มีสติ ต้องมีเหตุมีผล เช่น ดูกันไปนานๆก่อน รู้หน้าไม่รู้ใจ ที่เราพูดนี่มันไว้ใจได้นะไอ้ที่บอกจะมาบริจาคเชื่อถือได้ ไม่ใช่อยู่ๆ หลวงพ่อครับ ผมจะเอากฐินมาทอดครับจะขอค่ารถกลับบ้าน ๒ พัน ดีใจได้กฐิน ขอค่ารถกลับบ้าน ๒ พัน เพราะไอ้ระบบที่ ๑ ไม่ใช่หรอ มันเร็ว แล้วไอ้ระบบที่ ๒ มันทำงานไม่ทัน จริงๆระบบที่ ๒ มันมีอยู่แต่โดนระบบที่ ๑ หลอก

 

๑๒.สติ โยนิโสมนสิการ คุณค่าแห่งการตื่นรู้

เรามีเหตุผลด้วยกันทั้งนั้นแต่ข้อมูลมันหลอกเรา เราฟังด้านเดียว เราอะไรด้านเดียว แล้วเราก็บอกว่าฉันมีเหตุผลดีที่สุด ไอ้ที่ฉันตัดสินใจ ฉันมาที่นี่ แต่มันเป็นเหตุผลที่ข้อมูลไม่รอบด้านมันหลอกเรามันคือระบบที่ ๑ เห็นแป๊บตัดสินใจ ฟังแป๊ปตัดสินใจมันไม่ได้มองรอบด้าน เราเรียกการตัดสินใจแบบระบบที่ ๑ ว่าอะไร ในพระพุทธศาสนา อโยนิโสมนสิการ คือ อคติ ฉันทาคติมันชอบอยู่แล้วถูกใจไอ้ที่ท่านพูดตรงกับใจข้าพเจ้า ไปกับเขาเลย แล้วเคยดูไหมว่ามันถูกต้องไหม เมื่อใดก็ตามที่ท่านตั้งคำถามว่ามันไม่ถูกต้อง เรากำลังคิดแบบโยนิโสมนสิการ เป็นระบบที่ถูกต้องระบบเหตุ ระบบผล ระบบโยนิโสมนสิการ คุณค่าแท้ คุณค่าเทียม เอาอาหารมาตั้งปุ๊ป กินอร่อยเลย หมูสะเต๊ะ แต่พอระบบที่ ๒ โยนิโสมนสิการ คลอเรสเตอรอลเท่าไหร่ กินนี่มันอร่อยแต่ตอนลดมันยากไหมเคยคิดไหม คิดแต่ตอนหมดไปเรียบร้อยแล้วเหลือแต่ไม้ จริงป่าว เงินนะบางทีอยากได้เหลือเกินเอาเลย ติดคุกสิไปลักเขา โกง

เพราะฉะนั้นระบบโยนิโสมนสิการมันกำหนดช้าไม่ทันใจ วัยรุ่นใจร้อน  ดิสโก้ทำไมมันเร็ว มันอยู่ในระบบนี้รักกัน อกหัก ฆ่ากัน อาชญากรรมเกิดยาบ้าเป็นเหตุ บนรถไฟ สติมันไม่มา สติมันทำให้ระบบช้าลงเพราะฉะนั้นสอนด้วยสตินี่แหละ สอนธรรมะมาก ระบบจริยธรรมก็คือ สตินั่นเอง กาลามสูตรสอนเราว่าอย่างไร ดูอคติก่อน ลำเอียงเพราะชอบ ลำเอียงเพราะชัง ลำเอียงเพราะหลง หมายถึงอะไร คนรักกัน ชอบกัน มันเป็นเรื่องปกติ แต่เวลาคุณตัดสินเขาคุณจะลำเอียง ชอบคนไหนก็จะดูแต่ด้านเดียว ดูด้านดีของเขา ไม่ดูด้านบกพร่อง เวลาคุณเกลียดใคร โทสาคติ ดูแต่ด้านร้ายของเขา เขาอาจจะมีประโยชน์ต่อคน มีประโยชน์ต่อองค์กร มีประโยชน์ต่อบ้านเมือง  คุณไม่มอง เพราะฉะนั้นอคติที่เขาแปลภาษาไทยว่าลำเอียง นี่ก็คือเรา ตัดสินด้วยข้อมูลด้านเดียว ไม่มองรอบด้าน เราไม่ทำ ปัญญามันก็ไม่เกิด ฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียด ฟังด้านเดียว ฟังหูไว้หู มันจึงลำเอียงเพราะชอบแล้วก็เชื่อไปเต็ม ชัง เราก็ไม่ฟัง ฟังแต่ด้านไม่ดีของเขา โมหาคติคืออะไร โมหาคติมีหลายแบบมาก

พาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์นี่เลวแน่ๆ พระพุทธเจ้าเตือนว่าอย่างไรเพื่อต่อต้านโมหาคติ อย่าเชื่อเพราะฟังตามกันมา เพราะเป็นประเพณี เพราะอ้างตำรา เพราะนั่นเพราะนี่ คือต่อต้านโมหาคติ คือ คิดสิ่งที่มันผิดพลาด แต่เราก็ด่วนสรุปด้วยระบบอะไรก็ตามที่พาดหัว เสียหายทั้งนั้นกว่าจะแก้ข่าวได้ เพราะคนทั้งประเทศมันคิดแบบเดียวกัน ตัดสินไปหมดแหละ ถ้าคนมันออกนอกระบบโยนิโสมนสิการความลำเอียงได้ ปัญญามันเกิด อะไรที่อย่าไปรู้ ก็ไม่รู้เดี๋ยวตาย  อย่าไปพูดเพราะฉะนั้นเราก็มาดูว่าระบบเรื่องนี้มันคือ โยนิโสมนสิการใช่ไหม คือระบบตรงข้ามอคติ ๔ ที่เราตัดสินกันเร็วมาก ไม่มีข้อมูลเลย แต่ถ้าโยนิโสมนสิการมันช้าเพราะอะไร  คิดด้วยเหตุด้วยผล มันช้า ว่าจะหาเหตุหาผลได้พอดีไม่ทันรับประทาน ไม่ทันฉัน อุบายต่างๆ คุณค่าแท้ คุณค่าเทียม แต่โยนิโสมนสิการทำงานไม่ทันแล้วโยนิโสมนสิการนี่แหละ คืออะไร

อคติ ๔ เป็นระบบของกิเลสตัณหา ของความเคยชินของการคิดเร็ว ส่วนโยนิโสมนสิการเป็นระบบแห่งปัญญา ธรรมะ โดยเฉพาะเราเอาปัญญา โยนิโสมนสิการเป็นแสงเงินแสงทองของปัญญา สรุปแล้วเมื่อไหร่ที่ท่านคิดช้าลงด้วยอัลตร้าคลื่นช้าลง รุ่งอรุณของปัญญามันเกิดเป็นโยนิโสมนสิการ เป็นThink slow อย่างที่แดเนียล คาห์เนมัน (Daniel Kahneman,ค.ศ. 1934) พูด และคนเราก็จะทะเลาะกันน้อยลง คนไทยก็จะรักกันมากขึ้น เพราะฉะนั้นโยนิโสมนสิการมี ๔ แบบโดยสรุป คิดให้มันถูกวิธีทุกวันนี้เราคิดผิดวิธีด้วยอคติ เราไม่พูดความจริงกัน เราไม่หาความจริงกันด่วนสรุป มีเส้นทางให้คิดแบบทะลุปุโปร่งเราก็คิดมั่วๆแล้วก็ด่วนสรุป เรียกว่าเหตุผลวิบัติยังไง เช่น มีส้ม ๑ ลัง แม่ค้าเอามาขาย เราหยิบมา ๑ ผล มาชิมมันเปรี้ยว เราก็สรุปทันทีว่าส้มทั้งลังเปรี้ยวมันเป็นอย่างนี้ตรงกันข้าม ที่เราไปซื้อกันบ่อยๆ ซื้อแตงโม ไอ้ลูกที่โชว์อยู่มันสวยมันหวานมันแดง ซื้อมาเยอะเลยเต็มบ้านไปหมด ด่วนสรุป เราไม่ได้คิดให้รอบด้านไม่ได้มีเหตุผล ไม่ได้คิดให้เกิดกุศล ที่มีมากมายเช่น เมตตา มองในแง่ดีสิ มีความหวังในการเชื่อมั่น มันก็เป็นโยนิโสมนสิการ มองในแง่ร้ายมันก็จะฆ่ากันตาย

สังคมทุกวันนี้มันปลูกฝัง ให้จับผิด ให้ว่าร้ายกัน ไม่ได้แผ่เมตตา มองแง่ดีไม่ได้ เด็กหน้าตาน่ารักเราเมตตาเขา เด็กล้มปากแตกเรากรุณา ถ้าเด็กได้ดิบได้ดีไม่ต้องไปพึ่งเขามาก มุทิตา อุเบกขาแบบนี้เป็นต้น เราไม่ได้คิดแบบเป็นระบบแบบนี้ อารมณ์รักก็โอ๋อยู่นั่นแหละ จะเป็นง่อย เพราะฉะนั้นทุกอย่างเป็นง่อยหมด แม้กระทั่งระบบประชาธิปไตยของเรามันจะต้องให้ทำงานเอง มันเติบโต มันพัฒนา มันแก้ปัญหาด้วยตัวเองบ้าง มันจะได้เติบโตเพราะฉะนั้นคนเราเพราะคิดแบบนี้ มีเหตุมีผล แบบนี้มันไม่โกรธกันหรอกเพราะเราไม่ได้คิดเร็ว เราคิดช้า ชักแม่น้ำทั้งห้า มันThink slow มันโยนิโสมนสิการ ถามว่ามันมีงานวิจัยอะไรบ้างที่เอาโยนิโสมนสิการมาช่วยแก้ปัญหาสังคม มาแก้ความขัดแย้ง มาแก้ทิฐิ อยากเห็นเหลือเกินโยนิโสมนสิการทั้งหลายแหล่ เอามาสอนวิธีคิดให้ช้าลงหน่อย อคติลำเอียงทุกวันนี้ดูสื่อ ดูอะไรต่างๆก็โดนมอมเมากันหมด

โยนิโสมนสิการมันอยู่ที่ไหนในสังคมไทย เด็กก็มีปัญหามอมเมา ผู้ใหญ่ก็ถูกมีปัญหามอมเมา ทะเลาะกันไปหมด มีใครที่มองความจริงให้ตัวมันเองเฉลยออกมา ปรากฏการณ์วิทยาเขาบอกว่าไง ตัดอคติ ลำเอียง ความเชื่อทั้งหลาย ปรัชญาเขาพูดไว้ “ให้ความจริงมันพูดออกมา มันมีหมด แต่มันอยู่ในหิ้ง ไม่ได้เอามาใช้ ศาสตร์เยอะแยะไปหมด สรุปแล้วที่พูดมาได้เรื่องเดียว”  วิปัสสนาแปลว่าอะไร เห็นแจ้งเห็นสัจธรรมไม่เอาอคติเข้าไป

 

๑๓. นวัตกรรมมรรควิธีแห่งความจริงและการค้นพบ

นวัตกรรมคืออะไรแล้วทำไมเรียกว่าองค์รวม คำว่า Innovation นวัตกรรม แปลว่าพบวิธีใหม่ที่ดีกว่าในการแก้ปัญหาหรือในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่ใช่ทำๆๆๆ แก้ปัญหาไม่ได้ เราเสนอวิธีใหม่ เช่น ทำอย่างไรให้คนเลิกทะเลาะกัน วิธีเดิมๆมันทำไม่ได้เราเสนอพุทธวิธีบูรณาการเป็นโมเดลไปให้คนทำแบบนี้ สวดมนต์การทำอะไรร่วมกันก็ว่าไปแผ่เมตตาแล้วมันแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ มันเป็นนวัตกรรม นวัตกรรมที่สมัยโบราณพระจะรู้ดีเรื่องกัณหา ชาลี ทำไมชื่อ สามาวดี แปลว่า รั้ว ก็เพราะว่าเวลาเศรษฐีที่ตนเองไปอาศัยอยู่ เป็นลูกเลี้ยงไปอาศัยเศรษฐีอยู่ เศรษฐีมักนำทานแจกคนยากจนและมักทะเลาะกัน ไม่เข้าคิว ทะเลาะกันแย่งกัน เศรษฐีก็ฟังแล้วมีความสุข แสดงว่าเราได้ช่วยคนยากจน แต่คราวนี้ไม่มีทะเลาะกันเลย ไม่มีแย่งชิงทำไมคนเขาไม่มา แจกทานจากเรา ลงไปที่ไหนได้มากันพรึบหมดเลย แต่ว่าเข้าแถวเรียบร้อย เข้าแถวอย่างไร เหมือนสนามบินเอาเชือกกั้นเป็นช่องๆ วนไปวนมา เวลาเราไปสนามบินสามาวดีทำรั้วให้ นี่คือนวัตกรรมหนึ่ง ในสมัยนั้นอินเดียยังไม่เคยมี

ท่านมีนวัตกรรมอะไรในการแก้ปัญหาหรือทำสิ่งใหม่ๆ พระอานนท์มีนวัตกรรมในเรื่องออกแบบจีวรดีไซเนอร์ไปดูงานของชาวมคธและเป็นแฟชั่นที่ ๒๕๐๐ ปียังไม่เปลี่ยนนวัตกรรมไอโฟน เป็นนวัตกรรม ของเดิมมีคอมพิวเตอร์อยู่แล้ว  มีอินเตอร์เน็ตเกิดขึ้น มีโทรศัพท์ แล้วเราใช้กันคนละอย่างคนละเครื่อง โทรศัพท์เครื่องหนึ่ง คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง มีอินเตอร์เน็ตก็ไปเชื่อมอีกอันหนึ่ง รวมไว้ในไอโฟน เป็นนวัตกรรม เป็นวิธีใหม่ในการดำรงชีวิต สตีฟ จ๊อบไม่ใช่ Innovator ไม่ใช่นักประดิษฐ์ สตี๊ป จ๊อบ ไม่ได้ผลิตสิ่งใหม่ เอาสิ่งที่มีอยู่แล้วมาผสมกันเป็น สิ่งประดิษฐ์ เป็นโมเดลใหม่ที่ใช้ได้ดีที่สุด จนเป็นวิถีชีวิตของเรา เราไม่ได้ประดิษฐ์ธรรมะใหม่

นักวิจัยทั้งหลายเราไปค้นในพระไตรปิฎกมา โยนิโสมนสิการพระพุทธเจ้าสอนไว้ตั้งแต่ ๒๕๐๐ ปีเราเหมือนกับนักนวัตกรรม Innovator นักวิจัยทั้งหลาย เวลาที่เราพูดว่าบูรณาการไม่ได้ให้ท่านคิดธรรมะใหม่ แปลใหม่ ไม่เคยมีในพระไตรปิฎกไม่ใช่ท่าน  ท่านหาสิ่งในพระไตรปิฎกที่เขามองข้ามเอามาเชื่อม มาประสานมาบูรณาการเหมือนสตี๊ฟจ๊อบ  เอาคอมพิวเตอร์ เอาอินเตอร์เน็ต เอาโทรศัพท์ มาบูรณาการเป็นไอโฟนเพียงเครื่องเดียว เป็นองค์รวมเรียกว่านวัตกรรม ถามว่าศาสตร์ต่าง ๆ ที่เราเอาพระไตรปิฎกเอาคำสอนของพระพุทธเจ้า เอางานวิจัยสมัยใหม่มารวมเป็นวิทยาการสมัยใหม่ มารวมเป็นโมเดล เป็นนวัตกรรมคืออะไรบ้าง เราทำได้ไหม แล้วงานวิจัยของท่านอยู่ด้านไหน แบบเติมเต็มหรือว่าแบบองค์รวม บูรณาการแบบไหน ในการบูรณาการของไอโฟนมีองค์ประกอบอยู่ ๓ อย่าง คือ ๑.จะแก้ปัญหาอะไร หรือจะเอาไปใช้ทำอะไร มันจะต้องมีปัญหาที่รอแก้ มันต้องมีประเด็นที่เอาไปใช้  ๒. เทคโนโลยีอำนวยไหม มีคอมพิวเตอร์เกิดขึ้นแล้ว มีไอโฟน มีโทรศัพท์แล้ว มีอินเตอร์เน็ตแล้วมันก็เกิด ไอโฟนถามว่าเทคโนโลยีที่ว่านี้ก็คือ อย่างเช่น ในพระไตรปิฎกก็มีเรื่องโยนิโสมนสิการอยู่แล้ว กระจัดกระจายที่นั่นที่นี่ยังไม่เป็นระบบ

 

๑๔.พุทธจิต พุทธเศรษศาสตร์ บูรณาการศาสตร์สู่พุทธ

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้นำมารวบรวมในหนังสือพุทธธรรมเอามาทำเป็น ๑๐ แบบเป็นเทคโนโลยีทางสติปัญญา จัดระบบโยนิโสมนสิการ ๑๐ แบบ ศาสตราจารย์สุมน อมรวิวัฒน์ มาทำนวัตกรรมเป็นการสอนด้วยแบบโยนิโสมนสิการด้วยศรัทธา และโยนิโสมนสิการเป็นงานวิจัยขึ้นมา  นี่คือนวัตกรรมเอาไปใช้สอนจริงและก็เป็นแบบให้ไปสอนในโรงเรียนทั่วประเทศ สิ่งหนึ่งซึ่งเป็นนวัตกรรมก็คือ Buddhism Psychology เรามีอภิธรรมมานานแล้ว เรามีกรรมฐานเป็น methodology เป็นวิธีการในการศึกษาและผสมกับศาสตร์สมัยใหม่เรียกว่าจิตวิทยา เกิด Buddhism Psychology เป็นวิชาเอกวิชาหนึ่งในมหาจุฬา เปิดถึงปริญญาเอกพุทธจิตวิทยา นี่คือนวัตกรรมในมหาวิทยาลัยสงฆ์ ชีวิตและความตายมีอภิธรรมมีกรรมฐานบวก  Movement รวมกันกับธรรมะต่างๆ มาเป็นวิชาเอกชีวิตและความตาย Buddhism management การบริหารการจัดการสมัยใหม่บวกกับพระพุทธศาสนา อย่างนี้เป็นต้น

Buddhism economics เศรษฐศาสตร์แนวพุทธก็คือ economic ซึ่งมีระบบของมันเองบวกกับ Buddhism โดยเฉพาะสัมมาอาชีวะ กลายเป็นเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ เป็นระบบหนึ่ง ยกตัวอย่างอีโคโนมิค เศรษฐศาสตร์สอนอะไร เป็นวิชาที่สอนการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อสนองความต้องการที่ไม่จำกัด ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ ตรงคำนิยาม มนุษย์มีความต้องการที่ไม่จำกัดและเมื่อไหร่มันจะพอ เศรษฐศาสตร์ทั้งหลายยังวิ่งตามความต้องการของมนุษย์พอเหรอ เพราะฉะนั้นเศรษฐศาสตร์แบบวัตถุนิยม บริโภคนิยม ทุนนิยม เร่งผลิตให้เกิดอุปสงค์ เร่งอุปสงค์ให้เกิดอุปทาน ดีมาน ซัพพลาย มันเป็นกลไกลต่างๆที่สวนกัน

การลดปัญหาในพระพุทธศาสนา เศรษฐศาสตร์มุ่งสนองความต้องการการบริโภค ในขณะที่พระพุทธศาสนานั้นบริโภคเพื่ออะไร เพื่อความสุข เพื่อประโยชน์ของสังคม เป้าหมายมันคนละทาง คนละระบบ แต่เอามาใช้ด้วยกัน เป้าหมายเศรษฐศาสตร์ทั่วไปมุ่งสร้างสินค้าบริการ สนองความต้องการที่มีไม่จำกัดแต่พระพุทธศาสนาสอนว่าให้จำกัดความต้องการ ให้เกิดความพอใจ พอเพียง เศรษฐกิจพอเพียงก็เกิดขึ้นบนพื้นฐานนี้ของพระเจ้าอยู่หัว เป็น Buddhism economics

เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธโดยมีเศรษฐกิจพอเพียง มาเชื่อมกัน ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ มีการลงทุน การบริโภค ปริมาณเพิ่มมากขึ้น กระตุ้นความโลภไม่รู้จบ ความต้องการไม่รู้จบ เท่าไหร่จึงจะพอ นี่คือเศรษฐศาสตร์ทั่วไป แล้วเราชาวพุทธจะเดินตามเศรษฐศาสตร์นี้หรอ ประเทศไทยมาเราแบบนี้เหรอ เราเอาภูมิปัญญาในระบบพุทธศาสนามาผนวกเข้ากับเศรษฐศาสตร์ให้เป็น Buddhism economics แล้วเอามาใช้จริงให้ได้ พุทธภาษิตว่า “นตฺถิ ตณฺหา สมา นที”  แม่น้ำเสมอด้วยตัณหาหาไม่มี แม่น้ำยังมีวันเต็ม แต่ตัณหาไม่มีวันเต็มเปี่ยม อยู่ที่ไหนในระบบเศรษฐศาสตร์  และชาวพุทธว่าอย่างไร มันจะเกิด กระตุ้นตัณหาเขาเรียกว่า บริโภคนิยม ต้องการกำไรสูงสุด โฆษณาให้เกิดอุปสงค์ กระตุ้นตัณหาไม่รู้จบ มุ่งบริโภคมากกว่าผลิต ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ก็เอาด้วยคาถา อยากจะมีไอโฟนขึ้นมา เอาเงินมาจากไหน งานก็ยังไม่มีทำลักขโมย คอร์รัปชั่นเยอะแยะไปหมดเพราะต้องการสินค้า ต้องการบริโภคมากกว่าผลิตและมองเห็นการผลิตเป็นหน้าที่ คือการทำงานให้สุจริต มาใช้ในระบบเศรษฐศาสตร์ ไม่ได้มองเห็นทำงานเป็นปฏิบัติ ธรรม ประพฤติหน้าที่คือการทำงานให้สุจริต ไม่อยู่ในความคิด

ทำไมเราไม่เอาจริยศาสตร์ว่าทำงานคือการปฏิบัติธรรม เอาระบบอิทธิบาท ๔ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ระบบการผลิต  อย่าไปดูถูกการผลิต ทั้งผลิตทั้งบริโภคต้องมีธรรมะ มันอยู่ตรงไหน  มหาอาตมะคานธีพูดไว้น่าฟังว่า โลกมีทรัพยากรเพียงพอต่อความต้องการที่แท้จริงของมนุษย์ แต่ไม่เพียงพอต่อความโลภของมนุษย์ โลกนี้มันมีทรัพยากรมหาศาล พอที่จะเลี้ยงคน ๖-๗ พันล้านคน  แต่ท่านทราบไหมว่ามันไปอยู่ที่ใคร ปาลิเอโต้ นักเศรษฐศาสตร์ชาวอิตาลีพูดไว้เป็นความจริง เป็นสัจธรรมมาทุกวันนี้ว่าในแต่ละประเทศ ทรัพยากรน้อยส่วนคน ๒๐ เปอร์เซ็นต์เป็นเจ้าของทรัพยากรความมั่งคั่ง ๘๐ เปอร์เซ็นของประเทศ  คนอีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของประเทศนั้น เป็นเจ้าของทรัพยากรอีก ๘๐ เปอร์เซ็นต์ จริงทุกประเทศรวมถึงประเทศไทยด้วย คนที่มั่งคั่ง คนที่รวยล้นฟ้า๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของประเทศนี้ เขาใช้ทรัพย์สิน ที่ดิน เงินทอง ทุกอย่าง ไปเป็นทรัพย์สินของตัวเอง ๘๐ เปอร์เซ็น  เราเรียกว่าหลักการบารีโต พูดไปเยอะละ

เพราะฉะนั้นหากว่ากระจายกัน ๘๐/ ๒๐ นะเอาสัก ๗๐/ ๓๐ หรือ ๖๐ /๔๐ มันไม่ทุกข์ยากขนาดนี้หรอก ฉะนั้นพระเจ้าอยู่หัวจึงตรัสสอนว่า พอมีพอกินพอเพียง ไม่เป็นหนี้เป็นสิน บำรุงด้วยธรรมะพระราชดำรัสคำว่าเพียงก็พอ เพียงนี้ก็พอเท่านั้นเอง คนเราถ้าพอในความต้องการก็ดี ความโลภก็ดี คนโลภน้อยก็เบียดเบียนผู้อื่นน้อย ทำอะไรต้องพอเพียงหมายความว่าพอประมาณไม่สุดโต่ง ธรรมะทั้งนั้นเลย ฉะนั้นพอเพียง พอใจ โลภน้อย  มันคืออะไร อย่างน้อยสามคำ พอใจก็สันโดษ ความไม่พอใจจนเป็นคน  พอแล้วเป็นเศรษฐี มหาศาลจนแล้วก็ทำให้พอประมาณ นกน้อยทำรังแต่พอตัวพอดีก็คือมัชฌิมาปฏิปทา ปรนเปรอกายพัฒนาจิตใจด้วย และไม่เอาแต่ใจจนทิ้งกาย ให้มันเป็นมัชฌิมาปฏิปทา เอาความสุขทั้งกายและใจ ปรนเปรอแต่กายแต่ไม่ได้สุขใจ มันก็คืออะไร ก็คือเศรษฐศาสตร์     Buddhism economics เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธทำอะไร ศึกษาการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อประโยชน์สุขของมนุษย์ ก็คือ อัตถะและสุข อัตถายะ หิตายะ สุขายะ เศรษฐศาสตร์ไม่ได้มีไว้ปรนเปรอความต้องการที่ไม่รู้จบ เศรษฐศาสตร์ มีไว้สนองอัตถะกับสุขะประโยชน์และความสุข  บริโภคเพื่อประโยชน์ อาหารบางอย่างมันไม่สุขไม่อร่อย แต่ต้องบริโภคเพราะมันมีประโยชน์ อาหารบางอย่างไม่มีประโยชน์แต่มันให้ความสุข หรือเครื่องดื่มบางอย่างมันทำลายสุขภาพ แม้ไม่มีประโยชน์ ต้องเอาอัตถะและสุขไปผสมกันเป็นเกณฑ์ในการผลิตและการบริโภค ไม่ได้จะเอาแต่สุข ความต้องการ สนองความต้องการไม่รู้จบ เท่าไหร่มันก็ไม่พอ เพราะฉะนั้นโยนิโสมนสิการท่านก็บอกไว้ คุณค่าแท้ คุณค่าเทียม เราไม่มีเวลาจะพูดแล้ว ความสุขเราก็มีสุขกายสุขใจ แล้วทำไมเอาแต่สุขกาย บ้านใหญ่โตหรูหรา แล้วได้เรื่องไหม มีความสุขไหม มีธรรมะไหม ไม่มี เรียนตั้งเยอะแยะ เครียดกว่าเดิมอีกแทนที่จะสุข กลัวไม่จบ เพราะฉะนั้นความสุขมีงานวิจัยรองรับสุขอยู่ที่ไหน

สถาบันผู้สูงอายุแห่งชาติ (National Institute of Aging) สหรัฐอเมริกาทำวิจัยไว้เมื่อปี ๒๕๑๖ คนอเมริกันประมาณ ๕ พันคนที่ตอบว่ามีความสุขมาก เก็บข้อมูลไว้หมด แล้วตามทุกปีว่ายังสุขไหม ๑๐ ปีจนถึง ๒๕๒๖  คน ๕ พันคนที่มีความสุข ปรากฏว่าหลังจาก ๑๐ ปี คนไม่ใช่ทุกคนที่มีความสุข มันลดลงบ้าง สุขอย่างเดิมบ้าง สุขไม่ยั่งยืนบ้าง สุขยั่งยืนบ้าง แล้วก็ไปดูว่าทำไมคนที่สุขยั่งยืน สุขไม่ยั่งยืนเพราะอะไร สถานการณ์มันเปลี่ยน ปีนี้คุณมีความสุข แต่ปีหน้าลูกตาย ทุกข์แล้ว ทุกข์ไปอีก ๑๐ ปี ปีนี้กำลังมีความสุข ไฟไหม้บ้าน ปีหน้ากำลังมีความสุข ปีหน้าภรรยาฟ้องหย่า มันมีโลกธรรมเข้ามากระทบ ลาภ เสื่อมลาภ ยศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ พอเจอโลกธรรมแล้วมันสุขไม่ได้ เพราะฉะนั้นคนเรา เราก็รู้ว่าเมื่อไหร่จะสุขจะทุกข์ เพราะฉะนั้นคนส่วนใหญ่สุข ทุกข์ขึ้นลงไปตามสถานการณ์ภายนอก แต่มันมีคนอีกกลุ่มหนึ่ง กลุ่มใหญ่เลยที่สุขได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าโลกมันจะถล่มทลาย โลกมันจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็ตาม ฉันมีความสุข แล้วเราก็ศึกษาว่าคนประเภทนี้มีธรรมะอะไรในใจ เอามาสอนคน ธรรมะในใจนี่แหละที่ทำให้คนพอเพียง คนมีความสุขอยู่ได้ เขาสรุปไว้ ๔ ประการเป็นความสุขที่ยั่งยืน

๑. คนที่จะมีความสุขตลอดเวลาต้องเป็นคนมองโลกในแง่ดี ปีนี้น้ำท่วม แต่มันไม่ได้โดดตายไปกับน้ำ ท่วมได้มันก็ลดได้ หลังน้ำท่วมมันจะต้องดีกว่าเก่า มีความหวัง เรียนจบแล้วเราจะต้องดีกว่าเก่า มีวิกฤตแล้ว เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส เปลี่ยนพินาศให้เป็นพัฒนา เปลี่ยนปัญหาให้เป็นบทเรียน มีความศรัทธา ความเชื่อมั่น ถามว่าประเทศไทยนับแต่นี้มันจะดีขึ้นไหม ต้องบอกว่าดีขึ้นแล้วมันจะมีความสุข อีก ๒ ปีข้างหน้าจะทะเลาะกันใหม่ ถ้าบอกว่าจะทะเลาะกันเหมือนเดิมท่านก็ทุกข์ มองโลกแง่ดี มีผล เห็นคนอื่นดีมีค่า ปลุกใจให้เกิดศรัทธา ตั้งหน้าทำดีมีคุณ มองโลกด้านร้ายกลายกลับ ใจรับแต่เรื่องเคืองขุ่น เหนื่อยหน่ายเลิกล้างทางบุญ ชีพวุ่นวายแท้แน่เอย

๒. คนที่มีความสุขต้องมีความภูมิใจในตนเอง จนมันก็ภูมิใจ ไม่โกงใคร ไม่ทุจริต คอรัปชั่น ตรงข้ามกับพวกขี้โกง ไม่มีความภาคภูมิใจ

๓. มีมนุษย์สัมพันธ์ เป็นคนที่เปิดเผยมีมนุษย์สัมพันธ์ มีเพื่อน คนไหนที่มีทุกข์แล้วอยู่คนเดียว ทุกข์อยู่คนเดียว มันยิ่งเครียด ฆ่าตัวตาย เพราะฉะนั้นดูนะ นิสิตคนไหนที่ทำวิทยานิพนธ์ไม่จบ แล้วก็หลีกหนีหน้าครูอาจารย์ระวังเรียกมาพบ ให้กำลังใจ จะได้อายุยืน

๔. SELF OF THE PERSONAL CONTROL เป็นนายเหนือสถานการณ์ ไม่ว่าจะอะไรก็ตามขอเป็นนายเหนือสถานการณ์ แก้ปัญหาได้ น้ำท่วมก็ต้องเชื่อว่าเอาอยู่ ถ้าเอาไม่อยู่ทุกข์ คนที่เอาไม่อยู่คือคนที่มีหนี้สินพ้นตัว ล้มละลาย นักโทษที่อยู่ในคุกไม่เป็นนายตัวเอง มันเป็นทุกข์ แต่ถ้าแม้เราจน แต่สูดลมหายใจแล้วอิสระมันก็มีความสุข กระท่อมน้อยๆ กระต๊อบน้อยๆ เป็นนายตัวเองไม่ต้องกลัวใคร มีอาชีพของตนเอง หารายได้พออยู่พอกิน เศรษฐกิจพอเพียงมีความสุขทั้งหมดนี้มีความสุข

 

๑๕.สรุปส่งท้าย

ทุกวันนี้เราทุกข์เพราะอะไร ลองดูสิ เรามีแค่นี้เรียกว่าพอ แต่ทำไมมองคนนั้นมันใหญ่กว่าเราสูงกว่าเรา เรียนแค่นี้ก็พอ เห็นเพื่อนจบเอกแล้วเราเรียนไม่จบ เรียนบ้าง เรียนก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง ตอนแรกเราขับรถคันนี้ก็มีความสุขพอ  พอเห็นเพื่อนๆขับยี่ห้อดีกว่าเรา เรากินฝุ่นกินควัน คนที่อยู่บ้านหลังเล็กๆที่ต้นซอย มีความสุขตามอัตภาพ จนกระทั่งวันหนึ่งมีเศรษฐีมาปลูกคฤหาสน์อยู่ปากซอย มีรถคันโก้ พอเราอ้างอิงเมื่อไหร่ใจก็ทุกข์ คนสมัยนี้รวยกว่าเดิม ฉลาดกว่าเดิม แต่ทุกข์มากกว่าเดิมเพราะอะไร เพราะเราดูทีวี ฟังวิทยุเทียบกัน ไม่ใช่แค่ในประเทศ  แต่เป็นทั่วโลก มีแค่นี้เรามีความทุกข์ เพราะเราเอาไปเทียบกับเศรษฐีปากซอย  เศรษฐีก็ไปเทียบดาราบ้านใหญ่โตเหลือเกิน พอเศรษฐีไทยไปเทียบกับทั่วโลกมันก็ทุกข์ ไม่รู้จบ แล้วเมื่อไหร่จะพอเพียง

เอาเป็นว่าทั้งหมดที่กล่าวถึง ดูภาพนี้ คนเป่าขลุ่ยอยู่มา ๗ ปี เงินเดือนไม่ได้แล้วแต่ใครให้ ไปทีไรก็ได้แต่เป่าขลุ่ย พูดภาษาอังกฤษคล่องกว่าพวกเราอีก มีนามบัตรมีอินเตอร์เน็ตด้วย มีความสุข ๔ อย่างที่ว่านี้ สรุปสุดท้ายมันคือธรรมะอะไร คือสมบัติภายใน ๔ ประการ เทียบกับธรรมะ ๔ ประการ มองโลกในแง่ดี คือศรัทธา ภูมิใจในตนเองด้วยศีล มีมนุษย์สัมพันธ์ด้วยจาคะ เสียสละและคุมสถานการณ์ได้ด้วยปัญญา ๔ อย่างนี้เรียกว่าสมบัติ ๔ สัมปทา ๔   สัทธาสัมปทา ศีลสัมปทา  จาคสัมปทา ปัญญาสัมปทา คือ ประโยชน์ชั้นสูง ๔ ประการ เรามุ่งแต่หาประโยชน์ปรนเปรอ ไม่ได้ธรรมะหรือประโยชน์ขั้นสูง ไม่รู้จักพอเพียงและไม่มีความสุข ฉะนั้นถ้าหากว่าเราเอาระบบต่างๆ ศาสตร์ต่างๆ มาผสมผสานงานวิจัย มาสร้างนวัตกรรมอย่างที่พระเจ้าอยู่หัวได้ทำเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เราก็มาเสริมมาเติมอะไรต่างๆ อย่างที่ภูฏานใช้ GROSS NATionaL HAPPINESS ความสุขมวลรวมของประเทศ มันก็คือผสมผสานพระพุทธศาสนา แล้วแต่ว่าจะทำอะไร แต่ GNH ก็เป็นนวัตกรรม พระพุทธศาสนาเราสามารถที่จะหานวัตกรรมเพื่อสังคมได้อีกมากมายเพื่องานวิจัยที่ยังรออยู่ โดยมีวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้า แต่เราไม่ได้ติดตาม เพราะฉะนั้นก็จะมีช่องทางให้ท่านได้ทำงานวิจัยต่างๆอีกมากมายและนำมาเป็นโมเดลในการแก้ปัญหา นี่คือตัวอย่างที่ได้ทำและสามารถที่จะทำต่อไปในประเทศไทย

ตอนนี้ก็ถึงแก่เวลา ขออนุโมทนาทุกรูป ทุกคนที่ได้ศึกษาธรรมะ ปฏิบัติธรรมะ เผยแพร่ให้เกิดบูรณาการ การพัฒนาจิตใจและสังคม ขออำนาจอันเป็นกุศลนี้และพระศรีรัตนตรัยปกป้องคุ้มครองให้มีความสุขความเจริญยิ่งขึ้นไป ปราศจากทุกข์โศกโรคภัย ภยันอันตรายทั้งหลาย เจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ปรารถนาสิ่งใดด้วยชอบ ประกอบด้วยธรรม ก็ขอให้ความปรารถนาเหล่านั้นจงสำเร็จ สมความปรารถนาตลอดกาลนานเทอญ

 

บรรณานุกรม

พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต).ปัญญาต้องคู่กับกรุณาจึงจะพาชาติรอด.  กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. 2557.

ภัทรพร สิริกาญจน.การศึกษาแนวคิดทางจริยศาสตร์ในงานเขียนของพระพรหม คุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) = A study of ethical thought in the work of Phra Brahmagunabhorn. กรุงเทพฯ : บริษัทมิสเตอร์ก้อปบี้ (ประเทศ ไทย) จำกัด.2554.

มาร์ติน, โรเจอร์ แอล. คิดแบบบูรณาการ : เพิ่มพลังกระบวนการคิดตามแบบวิถีของผู้นำที่ประสบความสำเร็จ / ผู้แปล ปวีณา แปลงประวัติ.กรุงเทพฯ : บริษัทเอ็กซเปอร์เน็ท จำกัด, 2553

ประเวศ วะสี. วิถีบูรณาการ ทางออกทางภูมิปัญญา. กรุงเทพมหานคร :  เนชั่นสุด สัปดาห์; 2542

 

เทียนชัย วงศ์ชัยสุวรรณ.ภูมิปัญญาบูรณาการ.กรุงเทพฯ : มูลนิธิวิถีทรรศน์, 2542

เชษฐ รัชดาพรรณาธิกุล บรรณาธิการ. สังคมศาสตร์บูรณาการ = Integrated social science. นครปฐม : ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๕๖.

Dr. Daisetz Teitaro Suzuki. Buddhism and culture.  Kyoto : Nakano Press.  1960.

Glogowski, Dieter. Buddhism : eight steps to happiness. Munich : Bucher.  c 2008.

Donald W. Mitchell. Buddhism : introducing the Buddhist experience. New York : Oxford University Press, 2008.

[*] ปาฐกถาพิเศษเนื่องในการประชุมวิชาการระดับชาติ มจร ครั้งที่ ๑ เมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๕๗  ณ อาคารหอประชุม มวก ๔๘ พรรษามหาวชิราลงกรณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา.